หมวดหมู่

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Paris 2018 in my eyes.. ❤ โดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดายในปารีส ❤

"Bonjour Madame, Paris is for you.. 🗼"  ขอหยิบยกคำกล่าวตอนรับจากพนักงานสาวสวยจาก Tourist Information จากห้าง Galeries Lafayette Home ที่มีใบหน้าคล้ายราเชล แม็คอดัมส์ และมีเซอร์วิสมายอันเต็มเปี่ยมมาเป็นจุดเปิดเรื่องในการรีวิวการเดินทางแบบไม่สุมมุกสุมบัน 5 วัน 4 คืน แต่ก็ทรหดพอสมควรสำหรับคนที่คาดไม่ถึงว่ามันจะต้องเดินเยอะขนาดนี้

ในรีวิวนี้เราจะไม่ลงลึกในรายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่โฟกัส  แต่เป็นเพราะเราเป็นคนที่คิดเรื่องตัวเลขในหัวยังไงก็ผิด ยังไงก็มั่ว วิถีที่เราเลือกใช้คือการประมาณคร่าวๆ กินถูกบ้าง แพงบ้างสลับกัน อันไหนอยากลองก็จัด อันไหนไม่ได้อยากลองเท่าไหร่ก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องเปย์ ประกอบกับเป็นคนที่ไม่ได้ตั้งใจมาปารีสเพื่อซื้อของแบรนด์เนม ดังนั้นงบใช้จ่ายของเราจึงไม่ได้บานปลายอะไรมาก(กลับมาเงินเหลือด้วยซ้ำ 55)

แต่เราจะมาแบ่งปันในเรื่องราวของความประทับใจในเหตุการณ์กับเราในปารีส สิ่งที่ค้นพบเมื่อไปถึงในมุมมองของเรา และสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญที่สุดในการเดินทางคนเดียวต่างบ้านต่างเมืองคืออะไรบ้าง เอาล่ะมาเริ่มกันเลย 🤗 


เนื่องจากการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางคนเดียวในมหานครที่ขึ้นชื่อว่าต้องระวังมิจฉาชีพให้มากเป็นอันดับต้นๆของโลก เราจึงต้องเตรียมตัวกันนิดหนึ่ง แรกๆเวลาอ่านกระทู้ใน Pantip เกี่ยวกับประสบการณ์อันเลวร้ายของเพื่อนๆคนอื่นที่พบเจอในรถไฟใต้ดินของปารีส เรายอมรับเลยว่า Panic มากพอสมควร และเริ่มสงสัยในตัวเองว่าจะเอาตัวรอดได้ไหมหว่าเรา 😰 หน้าตาก็เอเชียดีๆเป็นที่เพ่งเล่งซะขนาดนี้ ซ้ำยังเดินทางคนเดียวอีก ทักษะการเอาตัวรอดที่สมควรมีในเมืองใหญ่เช่นการอ่านแผนที่ การใช้ Google Map ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราเป็นคนที่อยู่บางกอกก็ไม่ค่อยได้ไปไหนนอกจากห้างในละแวกบ้าน ไม่ได้ขับรถ ไม่เคยต้องดูแผนที่ ดังนั้นจะเริ่มคิดว่าการจองตั๋วเครื่องบินไปปารีสเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองเมื่อหลายเดือนก่อนอาจเป็นการพาตัวเองไปพบเจอสถานการณ์ที่ไม่ปาราถนาเลยก็เป็นได้ 

แต่ If one can do, I can do. คนอื่นตั้งเยอะแยะที่เดินทางไปปารีสคนเดียวแล้วกลับมาตั้งกระทู้รีวิวได้ เราเองก็ต้องทำได้สิน่า พอคิดได้ตั้งนี้ก็เลยเริ่มฮึกเหิมขึ้น เอาน่าอย่างน้อยก็คงไม่ถึงตาย อย่างมากก็แค่ไปตายเอาดาบหน้าเท่านั้นเอง!😂

และในส่วนของการเตรียมตัวให้พร้อมนี้ เรามี 3 ตัวช่วยที่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในการเดินทางมากขึ้น และที่สำคัญมันเมื่อไปล้วก็พบว่ามันก็ Work จริงในแง่ Practical พี่น้อง 3 สิ่งนั้นคือ

1. กลุ่ม เที่ยวปารีสกันมั้ย Voyage à Paris ใน Facebook



"เที่ยวปารีสกันมั้ย voyage à paris" กลุ่มเล็กๆที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ 1,500 คนนี้เป็นกลุ่มที่เมื่อเข้าไปตั้งคำถามเกี่ยวกับปารีสแล้วจะได้รับคำตอบอย่างท่วมท้นจากเพื่อนๆหลายๆคนในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้รับรู้ได้ถึงมิตรภาพดีๆและข้อควรรู้จากเพื่อนๆที่ได้ผ่านประสบการณ์ซึ่งเรากำลังจะได้ไปพบเจอในปารีส ถือเป็นสังคมเล็กๆที่มีคุณภาพ และเป็นประโยนช์มากสำหรับคนที่ต้องการเตรียมความพร้อมในการเดินทาง

2. Application ชื่อ "City Mapper"


"City Mapper" คือ Application ที่ Host ชาวปารีสคนหนึ่งใน Airbnb แนะนำให้ใช้เมื่อเราถามถึงการเดินทางจากสนามบิน Charles de Gaulle ไปยังบ้านของเขา หลังจากการใช้งานจริงบอกได้เลยว่าเป็น Application ที่เชื่อถือได้ มีความถูกต้องแม่นยำแบบ Real time ประทับใจเราเป็นที่สุด แนะนำให้โหลดกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในปารีสด้วยเมโทร, รถบัส หรือ Uber เอาอยู่หมดแบบหายห่วง หากคนที่ไม่ได้ช่ำชองในการเดินทางและมักจะงงกับอะไรใหม่ๆอย่างเราสามารถเดินทางในปารีสอย่างอิสระเสรีในทริปนี้ได้ I am sure you can❗☺

3.  Bra Pocket Travel Wallet ที่เพื่อนเย็บให้

หลายๆรีวิวสำหรับการเดินทางในปารีสมักจะบอกว่าเราควรกระจ่ายเงินสดไว้หลายๆที่ ไม่ควรเก็บเงินไว้ที่ใดที่เดียว และแนะนำกระเป๋าคาดเอวสำหรับเก็บเงินแบบบางที่สามารถสวมกางเกงทับได้อีกชั้น  เพราะยากแก่การถูกล้วง ซึ่งตอนแรกเราก็ว่าจะสั่งกระเป๋าคาดเอวมา แต่เห็นมีอยู่กระทู้หนึ่งใน Pantip แนะนำกระเป๋าแบบในรูปด้านล่าง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Poket Travel Wallet ที่สามารถใส่บัตรเครดิต, ธนบัตร, เหรียญ และ Passport แล้วนำมาประยุกต์คล้องไว้กับชุดชั้นในได้

ภาพจาก Pinterest

เราเห็นแล้วก็รู้สึกเก๋ดี ใช้แล้วดูมีความเป็น Lady มากกว่ากระเป๋าคาดเอว ดังนั้นรอช้าอยู่ใย ขอให้เพื่อนช่วยเย็บให้ดีกว่า


และ Tada นี่คือกระเป๋าที่เพื่อนเราเย็บให้ โดยเรา Request ขอเป็นผ้าซาตินสีขาว ส่วนตัวเราใช้ติดกับสายเสื้อในเพราะลองติดแล้วรู้สึกคล่องในการหยิบออกมาใช้ ที่สำคัญใช้แล้วจะรู้สึกปลอดความกังวลในการถูกล้วงกระเป๋าตอนที่ไม่รู้ตัว เรียกว่าตัดกรณีนี้ออกไปได้เลยเพราะไม่มีทางเป็นไปได้

สำหรับใครที่เย็บเองไม่เป็น เพื่อนเราก็ยินดีรับออเดอร์ ลองแอดไลน์ ID: pinmuk.ke ปสอบถามกันได้เลย

เรามาเข้าสู่ช่วงต่อไป นั่นก็คือสถานที่ที่เราตั้งใจว่ามาปารีสทั้งที ต้องไปชมด้วยสายตาตัวเองให้ได้ นั่นก็คือ

1. พระราชวังแวร์ซายส์
2. หอไอเฟล
3. Musée du Louvre
4. ประตูชัย Are de Triomphe
5. Notre Dame Cathedral
6. louis XVI square

จากใน Lists จะเห็นว่าข้อ 6 อาจเป็นพิกัดที่ไม่ค่อยได้ยินชื่อคุ้นหูคุ้นตาซักเท่าไหร่ เดี้ยวจะเล่าสู่กันฟังอีกทีว่า มีความเป็นมาอย่างไรเราจึงสนใจ อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่เราหยิบยกถึงจุดหมายเหล่านี้มากล่าวถึงเพราะเราอยากบอกเล่าจากประสบการณ์ที่ไปเยือนมาแล้วว่า หากใครต้องการดื่มด่ำลงลึกไปกับรายละเอียดของสถานที่แต่ล่ะแห่ง ภายใต้เวลาที่จำกัดเพียง 3-4 วันเห็นทีคงไม่พอ ไม่ใช่เพราะเวลาออกจะกระชั้นชิดกันเท่านั้น แต่สังขารของร่างกายเองก็ไม่ไหวเอาด้วย เนื่องจากสิ่งก่อสร้างอันเลื่องชื่อเหล่านี้มีความใหญ่โต ตั้งอยู่ในทำเลที่ช่างโออ่า มันต้องใช้พลังงานในการเดินจากจุดหนึ่ง ไปยังจุดหนึ่งที่เยอะมากๆ อย่างเราเองพอเข้าสู่ช่วงวันที่ 2 ก็แทบจะก้าวขึ้นบันไดในลูฟวร์แทบไม่ไหว ปวดร้าวไปหมดตั้งแต่ข้อเท้าไล่ขึ้นไปยังต้นขา 😅

สำหรับการเดินทางในปารีสเราได้ซื้อบัตรเมโทรแบบ 10 ใบ ที่ขึ้นชื่อว่าประหยัดที่สุด โดยบัตร 1 ใบอยู่ที่ราคา 1.49 ยูโร สามารถใช้ขึ้นได้ทั้งเมโทร รสบัสประจำทาง และรถราง เบื้องต้นเราตั้งใจว่ายังไงก็ต้องเดินทางด้วยเมโทรเป็นหลักเป็นแน่แท้

แต่เชื่อไหมว่าเรามีปวดขาแทบขาดใจหลังจากเดินทางไปกลับพระราชวังแวร์ซายส์ ในขณะที่การเดินทางพึ่งย่างเข้าสู่วันที่ 2 เท่านั้นเอง 😰

เชื่อว่าใครที่ไปเยือนกันมาแล้วคงรู้ดีว่ามาแวร์ซายส์ ถ้าจะเก็บให้ทั่วทุกตำหนักนั้นเราต้องเดิน เดิน เดิน แล้วก็เดินมากกว่าที่คิดไว้มาก คืนนั้นเมื่อถึงที่พักเราหลับเป็นตาย หวังว่าพรุ่งนี้ตื่นมาอาการปวดเมื่อยจะบรรเทาแต่ก็เปล่าเลย รู้สึกตึกที่ขาหนักกว่าเดิม คล้ายๆคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนแล้วพึ่งมาหัดวิ่งหรือยกเวทวันแรกๆแล้วพบกับการปวดกล้ามเนื้อในช่วงแรกๆนั่นล่ะ

ตอนนั้นก็ได้บอกกับตัวเองว่าต้องอดทนนะ ยังเหลือที่หมายอีกหลายแห่งที่อยากไปเยือน ซึ่งเอาจริงๆก็เริ่มรู้สึกเครียดประมาณหนึ่งแล้วเพราะเราคิดว่ายังไงก็ต้องเดินทางด้วยเมโทร ซึ่งมันต้องใช้ความระมัดระวัง ความคล่องแคล่วว่องไวพอสมควร หากเดินเอื่อยๆอาจตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพได้

ภาพจากคุณ Mod Sinjorn

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วันที่ 2 เราก็ได้พบกับบริการรถบัสที่ชื่อว่า Big Bus Tours Hop on, hop off จอดอยู่ที่บริเวณหอไอเฟล เมื่อเข้าไปสอบถามก็ทราบว่ารถบัสนี้มีประเภทตั๋วให้เราเลือกหลากหลาย แต่แบบ Classic ที่เราซื้อคือแบบ 1 วันในราคา 32.40 ยูโร จะพาเราไปเยือนตามจุด Landmark ต่างๆของปารีส เช่น Musée du Louvre, Opéra, Are de Triomphe, Notre Dame Cathedral ซึ่งตรงกับที่เราตั้งใจจะไปพอดี และเราสามารถลงไปเก็บภาพ หรือหากต้องการใช้เวลานานกว่านั้นก็ย่อมได้ เพราะจะมีรถบัสคันใหม่วิ่งมาจอดที่จุดจอดรถทุกๆ 20 นาที เพียงแค่แสดงตั๋วกับคนขับก็ขึ้นรถไปยังจุดถัดไปได้เลย

ด้วยความที่ไม่อยากนั่งเมโทรในยามที่ไม่พร้อมทั้งกายใจ ประกอบกับราคาที่สู้ไหวและอยากลองนั่งรถบัสชมเมืองแบบนี้บ้างดูสักครั้ง เราเลยซื้อตั๋วสำหรับ 1 วันกับคนขายตั๋วที่ยืนขายอยู่หน้าจุดจอดรถด้วยบัตรเคดิต ส่วนใครที่ไม่สะดวกรูดบัตรก็สามารถซื้อด้วยเงินสดกับคนขับรถได้เลย ดีงาม ❤

ข้อมูลเพิ่มเติมเช่นประเภทตั๋วอื่นๆ จุดจอดรถตามสถานที่ดังๆต่างๆมีที่ไหนบ้างสามารถดูได้จากเว็บไซด์หลักของ Big Bus Tours ได้ ที่นี่

และเพิ่มเติม ถ้าไปปารีสแล้วจะเห็นว่านอกจาก Big Bus Tours ก็จะพบว่ามีรถทัวร์พาชมเมืองของเจ้าอื่นๆอีกมากมายเช่นกัน เช่นในรูป


ภาพจากเพื่อนๆในกลุ่ม เที่ยวปารีสกันมั้ย voyage à paris

หากใครเคยลองใช้บริการเจ้าไหนก็สามารถเล่าสู่กันฟังได้นะ

จากที่เราได้สัมผัสมา ปารีสเป็นเมืองที่ไม่ใช่เพียงแค่สวย แต่ยังมีสเน่ห์มาก สเน่ห์ของปารีสนั้นมาจากความหลากหลายของผู้คน ที่มีทั้งชาวปารีเซียงแท้ๆ และชาวผิวสีที่บ้างก็ก็หลอมรวมไปกับชาวปารีเซียงผ่านการแต่งงาน แม้ผู้คนอาจจะไม่ได้ยิ้มแย้มมากนัก แต่ถ้าขอความช่วยเหลือ หรือชวนคุยก็จะรู้สึกได้ถึงความเป็นมิตร และความเป็นกันเอง และแน่นอนว่าถนนหนทางในปารีสรวมไปถึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆล้วนสะท้อนถึงความมีรสนิยม ความละเอียดละไม ความหรูหรา ยิ่งในละแวกห้างลาฟาแยตต์ หรือถนนฌ็องเซลิเซ่ด้วยแล้ว หันไปมุมไหนก็เจอแต่สถาปัตยกรรมสวยๆ แม้เพียงประตูไม้ก็ยังมีความสลักเสลาไปด้วยการแกะสลักและลวดลาย

Metro ในปารีส VS. มิจฉาชีพ

แน่นอนว่าเมโทรหรือรถไฟใต้ดินเป็นอะไรที่แม่แต่ชาวฝรั่งเศสแท้ๆหลายคนยังบอกว่ามันดูน่ากลัว และเขาเองก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก แต่เมื่อมาถึงแล้ว และยังถือเป็นเส้นทางการคมนาคมสายหลักที่ทั้งราคาถูกและเชื่อมต่อกับจุดหมายแทบจะทุกแห่ง ด้วยราคาที่ถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยวิธีอื่น มันก็ต้องลองกันบ้าง ซึ่งจริงๆแล้วบางสถานนีก็ดูน่ากลัวเอามากๆ เพราะมันทั้งใหญ่ ทั้งมืด อีกทั้งยังเก่า เส้นทางข้างในก็คดเคี้ยวให้อารมณ์เขาวงกตเลย จังหวะนี้ก็ต้องอาศัยสติ และการเดินให้ไว ให้ดูคล่อง ยังไม่ชัวร์เส้นทางก็เดินๆไปก่อนเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ

ในบางสถานี ตามทางเดินก่อนถึงชานชลา เราจะมีโอกาสเจอกลุ่มขอทานชาวโรมาเนีย สังเกตได้จากการแต่งกายคือใส่ชุดยาว มีผ้าคลุมศีรษะ 2-3 คน นั่งอยู่ที่พื้นตามมุมต่างๆเพื่อขอเศษเหรียญ

ซึ่งขอทานในยุโรปเนี่ยจะไม่เหมือนขอทานบ้านเราที่จะให้เท่าไหร่ก็รับและกล่าวขอบคุณนะ นี่ประสบการณ์ตรงเลยเราเคยให้เงินขอทานชาวโรมาเนียตามถนนที่คนเดินพลุกพล่านอยู่  2 ครั้ง ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีคนบอกว่าอย่าให้ แต่เราก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างพวกเหรียญเล็กๆให้เขาไปนิดๆหน่อยๆเราก็ใช่จะเดือนร้อน ก็คิดซะอย่างนี้ปรากฏว่าเดือดร้อนทั้ง 2 ครั้งที่ว่านั้นเลย เพราะพอให้ไปแล้วเราจะเจอกับภาษากายที่แปลได้อย่างเดียวว่าขอเพิ่ม และบ่นอุบอิบว่าเงินที่เราให้มามันน้อยไป มันควรจะมากกว่านี้สิ พร้อมเอานิ้วมาชี้ธนบัตรที่ตัวเองอยากได้ในกระเป๋าตังค์เราด้วย จากนั้นเราก็ไม่กล้าแบ่งปันพร่ำเพื่อกับขอทานผู้เร่ร่อนชาวโรมาเนียอีกเลย

มาต่อกันที่มิจฉาชีพในเมโทร เราอยู่ปารีส 4 วัน 3 คืน ขึ้นเมโทรได้ประมาณเกือบ 10 รอบ เจอมิฉฉาชีพประชิดตัวแค่ 1 ครั้งในวันแรกที่ไปถึงและกำลังเอ๋อเลย ดูจากการแต่งตัวแล้วเป็นกลุ่มวัยรุ่นชาวโรมาเนียอายุประมาณ 20 กว่าๆ ทั้งผู้หญิง และผู้ชายประมาณ 4-5 ในกลุ่มนี้มีเด็กผู้ชายอายุประมาณ 7 ขวบ 1 คน ในอ้อมแขนนั้นอุ้มสุนัขอยู่ด้วย

เรื่องก็คือเราเดินเข้าไปในรถไฟตามวัยรุ่นกลุ่มนี้โดยที่ตอนนั้นไม่ทันดูให้ดีว่าไม่น่าจะใช่ชาวปารีส แล้วด้วยความที่เราต้องการเดินเข้าไปยังที่นั่งตรงกลางที่ว่างอยู่ เราจึงพูดว่า Excuse me เพื่อขอทางเดินแต่วัยรุ่นกลุ่มนี้ไม่มีใครขยับให้ เข้าใจว่าเจตนาล้อมเราเลย ซึ่งตอนนั้นเราได้สังเกตเห็นแขนของวัยรุ่นผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มได้โดนกระเป๋าถือเราเข้าอย่างจัง และไม่มีท่าทีจะหลบออกเราจึงได้สติ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เราเองก็จำไม่ค่อยได้ว่าเราได้ดึงกระเป๋าเข้ามาหาตัวหรือเปล่า รู้แต่ว่าสุดท้ายเราก็ได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ตรงกลางขบวนได้โดยมีการเสียมารยาทดันตัวเข้ามาดื้อๆและน่าจะมีเสียงบ่นของวัยรุ่นกลุ่มนี้มาตามหลัง

Uber VS. Taxi ในปารีส




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น