หมวดหมู่

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559

ตัดแว่นที่สยามของน้าน้อย เออ มันดีนะ

* อัพเดทวันที่ 26 ม.ค. 18

ตอนนี้น้าน้อยไม่ได้ประจำอยู่ที่ร้านเดิมแล้ว แต่กำลังจะเปิดร้านใหม่ของตัวเองในโซนสยามเช่นเคย(กำลังอยู่ในช่วงหาทำเล) สำหรับใครที่สนใจตัดแว่นกับน้าน้อยระหว่างรอเปิดร้านใหม่นี้ สามารถโทรไปสอบถามรายละเอียดต่างๆกับน้าน้อยได้โดยตรงที่เบอร์ 081-714-9928 ค่ะ 

--------------------------------------

เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนหน้านี้เรามีความตั้งใจว่าอยากจะไปตัดแว่นซักพักใหญ่ๆแล้ว และด้วยความที่เราเพิ่งย้ายที่อยู่ ทำให้ไม่รู้ว่าในละแวกที่อยู่ใหม่นี้มีร้านแว่นตาอยู่ตรงไหนบ้าง จึงคิดว่าไว้เข้าเมืองอีกทีเมื่อไหร่ (ซึ่งส่วนมากมักจะไปสยาม) ค่อยไปหาร้านตัดแว่นแถวสยามก็แล้วกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยได้ค้นข้อมูลว่า ตัดแว่นที่สยามร้านไหนดี ก็พบกระทู้ที่แนะนำร้านตัดแว่นในสยามอยู่ 2-3 กระทู้ ก็คิดว่ามีโอกาสจะลองไปเป็นลูกค้าดู

แต่! ประเด็นมันอยู่ที่ว่า สายตาเราสั้นมาก ที่ผ่านมาก็ใส่คอนแทคเลนส์แทนแว่นสายตาอยู่ตลอด ร้านแว่นตาในสยามที่เราเล็งๆไว้ หลังจากโทรไปสอบถาม ทางร้านก็แนะนำว่าเพื่อความแม่นยำในการวัดสายตา เราควรจะถอดคอนแทคเลนส์ก่อนนอน และไม่ใส่ในวันรุ่งขึ้น หรืออย่างน้อยต้องถอดคอนแทคเลนส์ออกก่อนอย่างน้อย 1-2 ชม. แล้วจึงจะวัดได้ ซึ่งมันคงจะทุลักทุเลมากหากเดินทางออกจากที่พักโดยไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์ แต่ก็รู้ว่ามันจำเป็น เราเลยคิดว่าไว้วันไหนที่มีคนอยู่บ้านด้วย จะให้เขาช่วยพาไปตัดน่าจะดีที่สุด

นั่นแหละ แล้วเราก็ลืมไปเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเรามีนัดตัดผมที่ร้านทำผมแห่งหนึ่งในสยาม แน่นอนว่าวันนั้นก็ใสคอนแทคเลนส์ไปตามปกติ ระหว่างทางที่กำลังเดินไปร้านทำผม เราก็บังเอิญเห็นร้านแว่นตาเล็กๆร้านหนึ่งที่อยู่ข้างใต้ลิโด้ ที่หน้าร้านมีสติกเกอร์ใสติดกระจกเขียนว่า "วัดสายตาฟรี" เราก็เลยสนใจ ประกอบกับพนักงานในร้านส่งยิ้มมาให้พอดีจากข้างใน ก็เลยคิดว่าลองเข้าดูหน่อยก็ได้ ตั้งใจว่าจะถามราคาค่าตัดแว่นซักหน่อย และทันใดนั้นเองที่เราได้เจอช่างตัดแว่นที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการมาตั้งกระทู้รีวิวนี้เลย




"น้าน้อย" คือชื่อที่ช่างตัดแว่นที่ดูแอบคล้ายอาบังเล็กน้อยคนนี้เรียกตัวเอง



เราก็สื่อสารว่า สนใจอยากตัดแว่น แต่วันนี้ใส่คอนแทคเลนส์มา อาจจะไม่สะดวกให้วัด เลยจะมาขอดูกรอบแว่น และสอบถามราคาก่อน น้าน้อยไม่รอช้า ยืนตลับเปล่าคอนแทคเลนส์มาให้เราโดยพลัน พร้อมบีบน้ำยาแช่เลนส์ให้ "รีบไปไหนเปล่า ถ้าไม่รีบ ถอดเลนส์ออกแล้วไปหาอะไรกินซักชม. ค่อยกลับมาวัด" เราอึ้งอยู่ ไม่มีแม้แต่คำพูด "หรือไว้มาวันหลังถ้าไม่สะดวก น้ารอได้" พร้อมกับส่งยิ้มให้แบบพระเอกยุคมิตรชัย บรรชา ถ้าใครที่รู้จักเรา ก็จะรู้ว่าเรามักจะชื่นชอบอะไรที่มันแปลกใหม่ เรารู้สึกว่าการบริการของร้านแว่นตานี้ดูแปลกไม่เหมือนใครดี อย่างน้อยก็ตัวช่างตัดแว่น และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกอยากลองเป็นลูกค้า "น้าน้อย" คนนี้ดู

การตบปากรับคำก็เกิดขึ้นอย่างว่าง่าย เรารับตลับคอนแทคเลนส์เดินออกมา โดยมีจุดมุ่งหมายในการถอดเลนส์ที่ร้านทำผม หลังจากนั้น 1 ชั่วโมงกว่าๆ เราก็มานั่งหน้าสลอน วัดสายตาประกอปแว่นกับน้าน้อยผู้นี้ ผลการวัดก็ไม่ใคร่น่าจะรับรู้ด้วยเท่าไหร่ เพราะว่ามันสั้นขึ้นกว่าปีก่อนหน้านี้มากมาย แถมยังมีเอียงด้วย เราบอกน้าน้อยไปว่า จะเป็นไรไหมถ้าจะขอมาตัดเป็นวันอื่น เช่นอาทิตย์หน้า เนื่องจากวันนี้ช๊อปหมดตัวแล้ว น้าน้อยพูดเสียงสูงลากยาวว่า "ด้ายยยยย" ก่อนกลับเราขอนามบัตรร้านมา น้าน้อยถามว่า จะเอาลายเซ็นน้าด้วยไหม เดี้ยวน้าเซ็นให้..

แหม ช่างเป็นช่างตัดแว่นที่มีชีวิตชีวาดีจัง เรารู้สึกแบบนั้น

ครั้งที่ 2 เรากลับไปตัดแว่นที่ร้านพร้อมด้วยกล้อง Cannon ของคนที่บ้าน ตั้งใจจะไปถ่ายภาพประกอบให้เพื่อนๆได้เห็นหน้าน้าน้อยคนนี้ และเป็นการบอกต่ออีกร้านตัดแว่นดีๆ (และแปลกๆในขณะเดียวกัน) ในสยามให้หลายๆคนได้รู้จัก





และนี่คือแว่นอันใหม่ของเราค่ะ



ตลอดเวลาที่เราเข้าออกร้านทั้ง 2 ครั้ง สังเกตได้ว่าร้านเล็กๆของน้าน้อยแห่งนี้มีลูกค้าแวะเวียนมาตลอดไม่ขาดสาย ลูกค้าที่มาก็ดูพูดจาสนิมสนมกับน้าน้อยเป็นอย่างดี จากการพูดคุยซักประวัติน้าน้อยแบบพองามทำให้เราได้รู้ว่า น้าน้อยคนนี้เป็นช่างตัดแว่นที่สยามมานับๆดูก็จะ 20 ปีแล้ว ถามอะไรเกี่ยวกับสยามในอดีต และลูกค้ากิติมศักดิ์ เช่นค่าสายตาของดาราชื่อดังที่มาใช้บริการตัดแว่นกับทางร้าน จะกี่ยุค กี่สมัย น้าน้อยก็ตอบได้หมด ดูเป็น Differentiate เล็กๆของทางร้านที่สามารถทำให้ลูกค้าที่ได้มาเยือนร้านตัดแว่นแห่งนี้ได้สัมผัสและรำลึกถึงบรรยากาศของสยามในอดีตได้

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจคือ คำมั่นสัญญาที่น้าน้อยมีให้กับลูกค้า ที่ว่า"น้าดูแลตลอดชีวิต" หากแว่นมีปัญหา ตัวเราเองก็นานๆทีจะได้ตัดแว่น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปกติแล้ว ร้านแว่นตาจะมีการรับประกันตลอดอายุการใช้งานของแว่นหรือเปล่า แต่การ Put yourself at risk. ของน้าน้อยแบบนี้ยอมรับว่าซื้อใจลูกค้าอย่างเราได้สุดๆ จนต้องกลับมาเล่าให้คนที่บ้านฟังว่าที่สยามก็มีร้านตัดแว่นแบบนี้ซ่อนอยู่ด้วย



อย่างไรก็ฝากไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหาร้านตัดแว่นดีๆในสยามนะคะ  

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559

ดูเหมือนว่าสมาธินั้นจะเยียวยาได้ทุกสิ่ง



มิตรสหายเพื่อนรัก เนื่องจากวันนี้ดั๊นไปเดินห้าง ตั้งใจจะไปหาหนังสือที่กำลังให้ความสนใจอยู่เล่ม 2 เล่มเกี่ยวกับการเงิน หนี้ดั๊นยังไม่หมด แต่ลดลงก็เยอะแล้ว ซึ่งทันทีที่ไปถึงร้านหนังสือ ก็มุ่งไปที่หนังสือที่เล็งไว้โดยฉับพลัน

แต่ปรากฏว่าพอพลิกๆดูแล้วไม่ค่อยตอบโจทย์ดั๊นซะเท่าไหร่

อีกเล่มที่ดั๊นตังใจมองหาคือหนังสือเกี่ยวกับ "เซน" หรือ "เต๋า" ไม่ใช่เพราะดั๊นอยากจะแสวงหาความรู้อะไรหรอก แต่รู้สึกพักนี้วิธีการชุดเดิมๆที่เคยป้องป้องเยียวยาดั๊น ในการรับมือกับความฟุ้งซ่านมันดูใช้ไม่ค่อยได้ผลเท่าเมื่อก่อน ดั๊นก็เลยคิดว่าคงถึงจังหวะหนึ่งที่ตัวเองจะเสาะหา "ความจริงบางอย่าง" ที่ดั๊นอาจไม่เคยหยิบขึ้นมามองดูใกล้ๆมาก่อนเลย

ปรากฏว่า มันคงยังไม่ใช่เวลาดั๊นที่จะได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวเหล่านั้นอีกเช่นเคย เพราะไม่มีหนังสือเกี่ยวกับเซนเล่มใดที่ผ่านมือดั๊นในวันนี้ จะถูกจริตกับระดับการ Consume ข้อมูลของดั๊นเลย ส่วนเต๋าหรืออย่าหวัง ไม่มีซักเล่มในชั้นหนังสือ

แต่แล้วพระเจ้าก็ชี้ทางผ่านการนำเหนอแสงสีชมพูที่ไม่ใคร่จะดูเชยเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ดูทันสมัยมากนักจากมุมหนึ่งอันแสนริบหรี่ของชั้นหนังสือ ชื่อบนหน้าปกหรือก็ไม่ได้จะดูดึงดูดกระแทกต่อมความอยากได้ของดั๊นเลยซักนิด "ความจริง ของความสุข" เหรอ? จะว่าไงดี คือดั๊นไม่ใช่คนที่มีตั้งใจเสาะแสวงหาความจริงเพื่อพ้นทุกข์หรืออะไรเทือกนั้น ออกแนวพอใจในการใช้ชีวิตอย่างรู้คุณซะมากกว่า

รูปเล่มฉบับภาษาอังกฤษ ดูดึงดูดกว่า และมี CD แถมให้ด้วย

แต่พระเจ้าก็ไม่ยอมแพ้ พระองค์สะกดจิตดั๊นให้หยิบมันขึ้นมาแล้วเปิดดูในที่สุด เป็นธรรมดาของดั๊น ที่จะไม่อ่านบรรดาคำนิยมทั้งหลายในช่วงแรกๆของหนังสือ เพราะดั๊นอยากเข้าสู่ "ความเป็น" ของตัวหนังสือที่อยู่ในมือจริงๆโดยไม่ผ่านอิทธิพล หรืออคติใดใดโดยการอ่านคำวิจารณ์ของเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งหลายที่ดั๊นชื่นชอบ และไม่ชอบ

ปรากฏพอดั๊นอ่านย่อหน้าแรกเท่านั้นแหละ ต้องบอกว่าจิตวิญญาณนี่รัวกลองเบาๆเลย คือใช่! มันใช่!! อย่างนี้แหละคือหนังสือที่ดั๊นตามหา

ดั๊นเชื่อว่าโดยพื้นฐาน มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการเสาะหาที่พึ่งทางจิตใจ แต่บ่อยครั้งที่กระบวนการเหล่านั้นถูกถ่ายทอดผ่านคัมภีร์, การใช้ระดับภาษา หรือการนำเสนอที่จะเข้าถึงกลุ่มคนได้แค่บางกลุ่ม นี่ยังไม่นับถึงการตีความผิดๆอีกนะ ดังนั้นบ่อยครั้งที่ดั๊นจะวางหนังสือที่มักจะขึ้นต้นว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย"
หรือ "การที่เรามานมัสการพระเจ้าวันนี้" เพราะดั๊นอ่านแล้วเข้าไม่ถึง หรือใครจะเปรียบว่าสวยแต่มีบาปหนาก็เอาเถิด

เปรียบเสมือนครูที่นำพาแสงสว่างทางความรู้มาให้ ดังนั้นดั๊นจึงมาจะดีใจที่ได้เจอครูตัวจริงที่รู้ซึ้งอย่างถ่องแท้และผ่องแผ้วถึงศาสตร์ที่ดั๊นกำลังให้ความสนใจ และนำเสนอมันออกมาผ่านวิธีที่ดั๊นสามารถเรียนรู้ และเข้าใจได้ ช่างเป็นบุญของดั๊นจริงๆที่ครูแบ่งปันสิ่งนี้ให้พวกเราผ่านรูปแบบใหม่ๆ

ยัง ดั๊นยังอ่านไม่จบ แต่ดั๊นอยากมาบอกก่อนว่าการบอกเล่าถึงการทำสมาธิเพื่อเป้าหมายอะไรก็ตามแต่ในมุมมองของชาวตะวันตกนั้นก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความจริงของมนุษย์ด้วยกันได้มากขึ้น มันอาจจะไม่ได้พูดถึงความศักดิ์สิทธิหรือดวงแก้วอะไรทำนองนั้น แต่มันก็ทำให้เราอยากปฏิบัติเพื่อแก้ไขด้านที่พร่องของตนเอง ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรามีมุมมองใหม่ๆกับมนุษย์ที่มักจะทำให้เราเจ็บช้ำด้วย และมันก็ไม่เลวเท่าไหร่ที่จะลองครุ่นคิดถึงมันผ่านมิตินั้น

ฟังดูแล้วราวกับว่าสมาธินั้นจะเยียวยาได้ทุกสิ่ง แต่สำหรับดั๊นแล้ว การนำเสนอด้วยภาษาอันเข้าถึงได้ง่าย ในการจะเข้าใจแก่นสาระสำคัญนั้น ดูจะเป็นป้อมปราการแรกที่สำคัญมากไม่แพ้กันเลยนะ