หมวดหมู่

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

ลองได้เลยตามใจ แต่ไม่ขายมีอะไรไหม?

เคยไหมคะเวลาที่เราอยากจะซื้อเสื้อผ้า รองเท้า หรือเครื่องสำอางใหม่ๆ แล้วไม่ค่อยกล้าเขาไปลองสินค้าที่ถูกใจด้วยเหตุผลต่างๆนาๆเช่น อึดอัดกับสายตาของ BA, ลองแล้วไม่ได้ซื้อก็เกรงใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็เกรงว่ายังไม่ทันจะทำอะไร BA จะ Hard sell ใส่ บางครั้งปัญหาเหล่านี้ก็ทำให้ประสบการณ์ในการทำความรู้จักสินค้าใหม่ๆของบรรดาลูกค้าอย่างเราๆพร่องลงไปมาก และแน่นอนว่านี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ต้องการให้เป็นอย่างนั้น

และนี่คือที่มาของ Business Model รูปแบบใหม่ของร้านค้าที่ไม่มีการขาย เชิญลองซะให้เข็ด!



ที่ Teen Vogue Haute Spot เหล่าสินค้าทุกอย่างในร้านค้านี้จะถูกส่งมาจากแบรนด์ Hi-street ชั้นนำต่างๆของโลก(และแน่นอนว่าส่ง BA และ Stylist มาช่วยในการแนะนำสินค้าเช่นวิธีการใช้และเทรนด์แฟชั่นล่าสุดคืออะไร โดยมีกฏเหล็กว่าห้าม BA ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าเด็ดขาด) ทุกอย่างในร้านล้วนแล้วแต่เป็น Collections ใหม่ล่าสุด 



ภายในร้านมีพื้นที่ส่วนกลางไว้ให้สาวๆได้นั่งเมาท์ มีขนมและ Soft drink ให้ดื่ม(เก๋ซะ) มี Backdrop(ที่สกรีนโลโก้เอ้าไว้เรียบร้อย) ให้ยืนถ่ายรูปให้ความรู้สึกประหนึ่งดารา บางวันยังมีการจัด Workshop เล็กๆเช่นการประดิษประดอย Accessories อีกด้วย




และที่ดูจะโดนอกโดนใจสาวๆไปมากกว่านั้น(และทำให้สาวๆอยู่ในร้านนานยิ่งขึ้น) นั่นก็คือภายในร้านมีจุดที่ใหบริการชาจต์แบตเตอร์รี่ พร้อมสายชาจต์จากค่ายมือถือหลากหลายยี่ห้อ(บางสาขามีแม้กระทั่ง Computer Notebook!) แน่นอนว่าที่นี่มี WiFi ซึ่งเมื่อมีโอกาสได้ลองสินค้ากันแล้ว สาวๆก็สามารถ Upload รูปภาพถามความคิดเห็นจากเพื่อนๆผ่านทาง Social ของตัวเองได้เลยว่าไอ้ที่สวมใส่อยู่นี่เหมาะกับฉันหรือเปล่า?




คำถามที่ตามมาคือแล้วทางร้านค้าได้อะไร? อย่างนี้ผู้บริโภคก็ได้เปรียบเห็นๆน่ะสิ!

โอเคเราลองมาดูกัน ว่าแหล่งรายได้นั้นมาจากทางไหนบ้าง แล้วทุกฝ่าย Win-win กันจริงหรือเปล่า จาก Business model ที่ว่านี้ มีด้วยกัน 3 ฝ่ายหลักที่ได้รับประโยนช์ค่ะ

1. เจ้าของพื้นที่ให้เช่า 

แน่นอนว่าเหล่าแบรนด์ดังจะต้องมาขอเช่าพื้นที่แห่งนี้ แต่ในราคาที่แสนถูกเพราะว่าในพื้นที่ Display ประมาณ 50 - 60 ตารางเมตรนี้ไม่ได้มีแค่เจ้าของสินค้าจะแบรนด์แบรนด์เดียวมาขอเช่น แต่ประกอปไปด้วยหลายแบรนด์ขึ้นไป เรียกง่ายๆว่าเจ้าของแบรนด์ช่วยกันแชร์ค่าเช่าก็ว่าได้ และเจ้าของพื้นที่ก็มั่นใจได้เลยว่าด้วยเรทราคาค่าเช่าแบบนี้ ทางแบรนด์ชั่นนำต่างๆย่อมมีปัญญาจ่ายและจะเป็นลูกค้าของเจ้าของพื้นที่ไปอีกแสนนานโดยที่เจ้าของพื้นที่สบายใจได้เลยว่าจะมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ไปอีกนาน ไม่ต้องกัลวเรื่องต้นทุนของการหาลูกค้าใหม่

2. Brand

ด้วยการลงทุนค่าเช่าอันแสนถูก แต่ได้รับ Brand Awareness ในการกระจายชื่อเสียงของแบรนด์เป็นวงกว้างไปสู่เพื่อนๆใน Social ของบรรดาลูกค้าสาวๆที่มาลองสินค้าที่มีการ Upload รูปเพื่อถามความคิดเห็นของเพื่อนๆบ้าง(หรือบางที่ก็แค่อยากจะโชว์ให้เพื่อนๆดู) โดยที่ทางแต่ล่ะแบรนด์ไม่จำเป็นต้องเสียงบการตลาดมหาศาลในการจ้างดารานางแบบหรือขึ้น Bill-broad โดยไม่มีทางเลือกตามรูปแบบการตลาดแบบเดิมๆเพียงอย่างเดียว

3. ลูกค้า 

ได้สร้างความประทับใจแก่กลุ่มเป้าหมาย เกิดความรู้สึก Positive ต่อแบรนด์ แน่นอนว่าความประทับใจในแง่ดีนั้นเกิดขึ้นได้จากการได้รับในสิ่งที่ไม่คาดหวังมาก่อน ซึ่งก็คือการลองสินค้าได้ตามใจชอบและไม่มีการยัดเยียดขายนั่นเอง

ซึ่งในฐานะผู้บริโภค การได้หยิบจับทดลองใช้สินค้า และได้รับข้อมูลที่ถูกต้องของตัวสินค้ารวมถึงวิธีการใช้ ทำให้เรามีเวลาคิดทบทวนว่าสินค้าประเภทนี้มันเหมาะสมกับตัวเราและมูลค่าเงินที่จ่ายออกไปหรือไม่โดยไม่ผ่านการกดดันว่าต้องซื้อเพราะเกรงใจ ซื้อเพราะลองแล้ว ทำให้เรามีอิสระในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น และตัดสินใจจากความชอบความพอใจของเราล้วนๆ ดังนั้นเราจะได้สินค้าที่เราได้ใช้จริงกลับมาที่บ้าน ไม่ใช่สิ่งของที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ตอกย้ำในกองอนุสรณ์สถานที่ยังมีอยู่

อีกทั้งปกติแล้วคนเราพอได้ลองหรือหยิบจับอะไรที่ถูกใจ ฮอร์โมนเอ็นโดรฟินก็หลั่งไหล ความรู้สึกในการเป็นเจ้าของก็เกิดขึ้นตามไปด้วย การนำมันไปวางไว้ที่เดิมทำให้รู้สึกตะหงิดๆใจพอสมควร(ประมาณว่าเอ๊ะ มันใช่เหรอ?) อย่าลืมว่ามากกว่า 95% ของพฤติกรรมมนุษย์รวมทั้งการจับจ่ายซื้อของนั้นมากจากสมองในส่วนที่ใช้อารมณ์ ไม่ใช่ตรรกะเหตุผล การลังเลว่าจะซื้อเจ้าสิ่งนี้ดีหรือไม่ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งหากไม่มีการได้ทดลองใช้หรือสัมผัสประสบการณ์ตรงนี้ความลังเลอยากได้สินค้านี่สำหรับหลายๆคนแล้วคงยากที่จะเกิดขึ้นได้

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียใหม่ที่เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามที่ว่าจะกระตุ้นให้ลูกค้าที่มีกำลังซื้อ แต่ไม่กล้าลองสินค้า ได้มีโอกาสสัมผัสกับสินค้าแล้วเกิดการซื้อขายได้อย่างไร(แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมามีมากกว่ายอดขาย) เพราะเมื่อพอลองจนหนำใจ และเกิดความรู้สึกอยากครอบครองไม่ไหวแล้ว เราสามารถหยิบนามบัตรของแบรนด์สินค้าที่เราต้องการจากทางร้าน ดูพิกัดของร้านค้าที่ระบุบนนามบัตรแล้วก็ตะลุยออกไปซื้อได้เลย หรือหากไม่สะดวกจะสั่ง Online ให้จัดส่งแบบ Delivery ถึงบ้านก็มีให้เลือกเช่นกัน

สุดท้ายนี้บทความนี้ต้องการสื่อว่า หากเพียงเราใช้มุมมองในการทำธุรกิจที่แตกต่างออกไป เราก็สามารถสร้างกระแสของธุรกิจตนเองได้ด้วยวิธีใหม่ๆ ที่สินค้าของคุณสามารถเพิ่มยอดขายได้ โดยที่ไม่ต้องเพิ่มต้นทุน สำหรับผู้ประกอปการที่สนใจในแนวทางการตลาดด้วยวิธีสดใหม่เช่นนี้ ที่ AntiClassroom เขาก็สอนนะเออ!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น