หมวดหมู่

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

คุยกับพ่อ

ใครที่บอกว่าในความเป็นครอบครัวนั้นต้องไม่มีความลับซึ่งกันและกันอยู่แล้วสิ ถ้าครอบครัวนั้นไม่เพอร์เฟ็คมากๆ มีความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่นอย่างถ่องแท้ ปลูกฝังถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่นผ่าน DNA อันบริสุทธิ์ของทั้ง 2 ครอบครัว(ทางพ่อและแม่) ก็ต้องเป็นครอบครัวที่ดัดจริตมากๆ หรือไม่ก็ไร้เดียงสามากๆอย่างแน่นอนถึงสามารถพูดอะไรที่มันตื้นเขินแบบนั้นออกมาได้
ไม่ได้อยากจะพิมพ์อะไรให้สวยหรู หรือแต่งแต้มให้มันสละสลวยเกินกว่าที่ควรจะเป็นเลย แต่เราเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกมาตลอดว่าตัวเองโชคดีที่มีพ่อที่สามารถพูดคุยกันได้เหมือนเพื่อน และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่งของเรา ยิ่งสนิทกันมากขึ้นเท่าไหร่มันก็ยิ่งตอกย้ำว่าพ่อเป็นอย่างนั้นจริงๆ
วันนี้ไม่รู้ว่าอะไรนำพาให้เรา 2 คนพูดคุยกันกันเรื่องอดีตในช่วงที่เป็นวัยรุ่น ว่าเราเคยทำอะไรผิดพลาดกันมาบ้าง ยิ่งพูดคุยกันมากขึ้น เผชิญหน้ากันมากขึ้น เรา 2 คนก็ยิ่งพบว่า ในบทบาทของความเป็นพ่อที่ต้องเป็น Role model เพื่อสะท้อนแบบอย่างที่ดีให้ลูกสาว และบทบาทของลูกสาวคนเดียวที่รู้ตัวว่าคือหนึ่งเดียวแห่งความภูมิใจของพ่อ มันทำให้เราต่างหลบซ่อนปกปิดด้านที่ไม่สมบูรณ์จากกันและกัน
เราต่างเคยเข้าใจว่า เพราะเราคือความคาดหวังของอีกฝ่าย ทำให้พอเรามีอะไรที่ต้องเผชิญ เราจะหันหน้าไปปรึกษาคนอื่นๆเสมอ ประมาณว่าเรื่องนี้ลูกกูรู้ไม่ได้แน่ๆ เช่นมีเมียน้อย ทำครอบครัวล้มละลาย ไม่มีปัญญาจ่ายค่าเทอมลูก ตบแม่ (อันนี้ยกตัวอย่างเฉยๆนะ) หรือถ้าพ่อแล้วรู้จะสะเทือนใจมั้ยนะที่เรามีพฤติกรรมชอบไประรานคนอื่น ใช้อิทธิพลในทางมิชอบ ติดคุกมาก็ตั้ง 2 รอบแล้ว ติดยา เอออันนี้ก็แค่ยกตัวอย่างนะ ตัวอย่าง
ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนักหรอก เพราะพวกเราไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้กันในวันนี้มันก่อให้เกิดการตระหนักขึ้นมาได้ว่า ถ้าหากก่อนหน้านี้เรารู้ว่าเราสามารถยอมรับในตัวกันและกันได้มากมายขนาดนี้ สายสัมพันธ์ที่มันน่าจะได้ใกล้ชิดกว่านี้ อบอุ่นกว่านี้ คงไม่มีช่วงที่ลดทอนลง พ่อคงยอมเผยให้เราได้เห็นถึงด้านที่ผิดพลาดบ้าง แล้วรู้ว่าเราจะไม่ตัดสินเขา เขาจะได้ไม่ต้องทนแบกรับกับเรื่องบางเรื่องอยู่คนเดียว และเราก็จะได้รู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดอะไรขึ้นเรายังจะสามารถกลับบ้านได้เสมอโดยที่เขาไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรในตัวเราเลยซักกะติ๊ดเดียว
เพราะฉะนั้นเวลา 3 ชั่วโมงอันแสนพิเศษในวันนี้ ทำให้เรา 2 คนก้าวข้ามผ่านพรมแดนของความเป็นพ่อเป็นลูก มันปลดปล่อยให้เราต่างเป็นอิสระ เรารู้สึกว่ามันคือการพูดคุยกันถึงเรื่องการเดินทางของดวงวิญญาณ 2 ดวง มีทั้งเสียงหัวเราะ ขบขัน และน้ำตาเล็กๆแห่งความซาบซึ้งที่เรายอมเปิดเผยความจริงเพื่อเยียวยากันและกัน
เหนือสิ่งอื่นใด ขอบคุณที่ตัดสินใจร่วมหัวจมท้าย เริงระบำด้วยกับบนโลกเสมือนในชาตินี้ กับบทบาทของพ่อกับลูกสาว มันช่างซาบซึ้ง ยาวนาน และเราก็สนุกกันมากจริงๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น