หมวดหมู่

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

ทุกครั้งที่ไป Funky VILLA รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเลยค่ะ

เคยไหมคะที่ได้ไปเยือนที่ไหนที่ไม่ใช่บ้านของตัวเองแล้วรู้สึกว่าเหมือนได้กลับบ้านเลย บ่อยครั้งเราเป็นอย่างนั้นกับหลายๆสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิสแถวเพลินจิตของ Partner ออฟฟิสนี้เลยล่ะค่ะ > <

ร้านทำผมของเพื่อนที่สยาม บ้านของ 3 ชายหนุ่มที่ทำ Start up แถวแจ้งวัฒนะ ร้านคิโนะคุนิยะสาขาสยามพารากอน และก็ Funky VILLA นี่แหละ

ที่ผ่านมาถึงแม้ว่า Funky VILLA จะมีบรรยากาศที่ดีขนาดไหน(โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว) เราไม่เคยนับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เราคิดว่ามันคือบ้านเลยด้วยตรรกะง่ายๆว่ามันเป็นสถานที่เที่ยวกลางคืน ขายเหล้า เป็นที่เฟลิตกันระหว่างชายหญิงที่อาจจะไม่จริงจังในความสัมพันธ์นัก หรือไม่ก็แค่แก้เหงา(แบบที่อาจจะมีเรื่องให้เสียใจตามมา)

ถ้าจะถามว่าแล้วเมิงไปทำไมถ้ามีมุมมองที่ไม่ดีต่อสถานที่แห่งนั้น เราก็จะเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นจนถึงอายุอานามที่สามารถเข้าผับได้จนเรียนจบมหาลัย เข้าสู่วัยสร้างเนื้อสร้างตัว 25 เข้าไปก็แล้ว 27 ผ่านมาทักทาย(ตอนนี้จะ 30 แล้ว > <) เราไม่เคยได้ไปเที่ยวกลางคืนเลยและดื่มเหล้าเลย สาเหตุหลักเป็นเพราะว่ากลุ่มเพื่อนๆที่สนิทกันเป็นประเภทที่ไม่ได้เที่ยวกลางคืนกัน ถ้าจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกนิด เพื่อนของเรานั้นถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นแนวเพื่อนสาวที่ติดซีรีย์เกาหลีและสะสมซานริโอ้ตั้งแต่เด็กจนโต ว่างหน่อยก็ไปทำเล็บ ส่วนเพื่อนผู้ชายก็จะเป็นพวกคลั่งไคล้หมกหมุ่นในสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างสุดชีวิต ธุรกิจและปากท้องของคนที่บ้านต้องมาก่อนเหนือสิ่งอื่นใดอย่างไรอย่างนั้น เพราะฉะนั้นไลฟ์สไตล์ของพวกเราก็จะไปโต๋เต๋กันแถวร้านกาแฟ ร้านขนม ดูหนัง ท่องเที่ยวต่างประเทศ เข้าสัมนาพัฒนาตัวเอง หุ้น อสังหา ภาษาอะไรกันก็ว่าไป

ก็มีอยู่วันหนึ่งนั่นแหละที่ได้โคจรมาเยื่อนสถานที่แห่งนี้เพราะเพื่อนของเพื่อนอยากจัดปาร์ตี้เลี้ยงรุ่นที่นี่แล้วเพื่อนอยากให้เราไปด้วย และคืนนั้นก็เป็นคืนที่เปลี่ยนมุมมองต่อสถานที่เที่ยวกลางคืนชื่อดังแห่งนี้ในใจกลางกรุงเทพไปเลย เหมือนบ้านนอกเข้ากรุง แต่ไม่ได้ใจแตก จะอธิบายยังไงดีนะ คือตอนแรกเราไม่รู้หรอกว่ายิ่งดึกคนก็จะยิงเยอะขึ้น แล้วก็คึกคัก มีการเก็บเก้าอี้ออกเพื่อให้มีพื้นที่แดนซ์ แล้วก็มีวงดนตรีที่เล่นสดๆอีกด้วย ตอนที่เราเดินไปยืนที่หน้าเวทีมันรู้สึกสนุกมากเลย ทั้งเสียงกลอง เสียงเบส และนักร้องที่ร้องเต้นกันแบบสุดๆมันสามารถส่งพลัง ความมีชีวิตชีวา ความกระชุ่มกระช่วยถึงเราได้ ซึ่งสภาวะแบบนี้จะเกิดเฉพาะตอนที่ยืนติดประชิดหน้าเวทีเท่านั้น ถ้าอยู่หลังๆจะรู้สึกไม่อินประหนึ่งเราไม่มีตัวตนที่นั่น 555

เราเชื่อว่าใครๆก็ต่างชอบฟังเพลง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ไปฟังดนตรีสดที่เรียกได้ว่าเล่นถึงอกถึงใจอยู่บ่อยๆ และคือความประทับใจแรกที่ทำให้เราติดใจ Funky VILLA ขึ้นมาและอยากขยับเข้าไปใกล้เพื่อทำความรู้จักกันอีก

แล้วเชื่อไหมคะว่าครั้งที่ 2 3 4 5 ก็ตามมา บ่อยครั้งมากที่เราไปคนเดียวเพราะเพื่อนๆไม่มีใครสนใจไป และถ้ามัวแต่รอก็ไม่ต้องได้ไป ไม่ได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำกันพอดี ในที่นี้คือได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ในด้านนี้(ที่ช้ากว่าวัยรุ่นหลายๆคน) แน่นอนว่าสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้มาสถานที่แบบนี้ แรกๆมันก็มีความกลัว ความกัลวลอยู้บ้าง แต่ก็เหมือนเรื่องอื่นๆในชีวิตนั่นแหละค่ะที่ต้องมีครั้งแรก และเรื่องราวต่อจากนี้คือความประทับใจที่เรามีต่อ Funky VILLA ค่ะ :)



ก่อนอื่นเลยวิธีเที่ยว Funky VILLA ในแบบฉบับของเราคือไปเพื่อแดนซ์กระจาย เพลิดเพลินกับดนตรี มีการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่บ้าง แต่ก็เช็คระดับความน่าคบของคู่สนทนาที่เข้ามาคุยก่อนนิดหนึ่งว่าดูพอจะไว้ใจได้แค่ไหน เราไม่เคยแต่งตัวเซ็กซี่ไปที่ Funky VILLA ด้วยเพราะว่าไม่มีเสื้อผ้าแนวนั้น และก็ไม่ได้อยากจะแต่งไปอยู่แล้ว เราเลยรู้สึกว่าการแต่งกายของตัวเองสามารถสกรีนคนที่เข้ามาพูดคุยกับเราได้ระดับหนึ่งเลย และด้วยความที่เป็นผู้หญิงไปคนเดียว มันง่ายมากเลยที่จะสะกิดใครที่เขาเปิดเหล้าอยู่ที่โต๊ะติดกับหน้าเวทีแล้วขอยืนด้วยได้(ขอทุกครั้ง ได้ทุกครั้งค่ะ ผู้คนใจดี ^^)

ทีนี้พอไปยืนกับพวกเขาแล้ว มันก็จะกันไม่ให้ใครเข้ามาคุยด้วยโดยอัตโนมัติเพราะเขาคิดว่ามาด้วยกัน จะเหลือใครให้ระวังใครก็มีแต่กลุ่มที่เราไปขอยื่นร่วมโต๊ะด้วยกับเขานั้นแหละ แน่นอนว่าบางครั้งก็เลือกกลุ่มผิด มีโดนแทะโลมด้วยคำพูดที่ทำให้รู้สึกลำบากใจบ้าง แต่หลังๆเราแก้เกมส์ได้ด้วยการบอกว่าเราเป็นแฟนนักร้อง(ที่กำลังร้องอยู่บนเวที) ประมาณว่ามาขอกรี้ดให้กำลังใจแฟนที่หน้าเวที เท่านี้พวกเขาก็ไม่ยุ่งกับเราแล้ว(เพราะเมิงดูอินเหลือเกินเวลาที่มองขึ้นไปบนเวทีด้วยแหละ) มีอีกมุกหนึ่งคือพูดภาษาอังกฤษใส่ค่ะ ต้องขอบคุณตัวเองที่โตขึ้นมาแล้วบุคลิกหน้าตาไปทางเกาหลีได้อยู่ หลายๆคนเขาก็จะคิดว่าเป็นคนต่างชาติ ก็จะไม่มายุ่งกับเราเท่าไหร่ค่ะ มีเอาแก้วมาขอชนบ้าง อ้อ ทุกครั้งที่ไปก็ไม่เคยได้ดื่มเลยนะคะ Pure water น้ำเปล่าตลอดเลย มันไม่มีความคิดที่อยากจะดื่มเพราะมันดื่มไม่เป็นมาตั้งแต่แรกด้วยค่ะ

สรุปว่าในเรื่องการเอาตัวรอด พอวางตัวดี มันก็ไม่มีอะไรให้น่ากัลวล และผู้คนที่ไปเที่ยวกลางคืนที่นี่นั้นก็ไม่ได้เป็นพวกที่ดูน่ากลัว พูดไม่รู้เรื่อง ส่วนมากก็เป็นคนวัยทำงาน หรือไม่ก็คนต่างชาติทั้งนั้น ส่วนมากที่เราเจอก็ใจดี เลยเป็น 1 จุดที่ประทับใจค่ะ

จุดที่ 2 ก็คือพี่ๆที่เป็น Guard นักร้อง และพนักงานทุกคนของที่นี่ ขอบอกความประทับใจแบบรวดยอดเลยทีเดียวเลย ทุกครั้งที่เราไป เรารู้สึกว่าพวกเขาทำงานของตัวเองกันได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เช่นพี่ๆ Guard ดูดุ และเที่ยงตรง(ไม่รู้ว่าดู Positive ไปไหมเรา 55) ประมาณว่าถ้าใครมีเรื่องเจอห้าม และหยุดทุกการทะเลาะได้อย่างดุดัน และน่าเกรงขามอย่างแน่นอน ทำให้มือใหม่ขี้กังวลยามไปเที่ยวกลางคืนอย่างเราหายห่วงว่าจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นแล้วโดนลูกหลงไปเยอะเลย ใช่พวกพี่ๆเขาตรวจกระเป๋าเราและลูกค้าทุกคนก่อนเข้าไปข้างในด้วย ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่ามันปลอดภัยกว่าพี่ๆยามที่ MRT เวลาขอตรวจกระเป๋าอีกนะ

พี่ๆพนักงาน ที่ Funky VILLA แห่งนี้มีพี่ๆพนักงานที่เยอะมากที่ใส่ใจ และเป็นกันเองกับลูกค้ามากๆ แต่ไม่เคยปีนเกลียว รวมถึงพี่พนักงานในห้องน้ำผู้หญิงด้วยที่สุภาพและไม่มองลูกค้าที่มาเที่ยวกลางคืนอย่างเราๆด้วยสายตาที่ไม่ดี

นักร้องและวงดนตรีที่สุดยอด เราเคยไปฟังดนตรีของที่นี่มาหมดแล้วทั้งวันธรรมดา และศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ อยากบอกว่าทุกวงที่มาเล่นที่นี่ถูกคัดมาอย่างดีแล้ว ทั้งความสามารถในการเล่นดนตรี และ look ของวง ไม่มีวงไหนขี้เหร่หรือดูด้อยมาตราฐานไปกว่ากันเลย มีแต่วงที่ดูแตกต่าง และมีสไตล์ที่น่าสนใจที่ต่างกัน ทุกวงเล่นเต็มที่ ร้องเต็มที่ ทำหน้าที่ entertainer ได้สุดยอดจริงๆ

มีเพื่อนใหม่หลายๆคนที่ได้รู้จักกันทั้งชายหญิงจากสถานที่แห่งนี้ บางคนกลายมาเป็นน้องสาวที่น่ารัก เป็นพี่ที่ไว้ใจได้ เป็นเพื่อนที่ดี มันมีความสุขนะกับการที่ได้เห็นชีวิตของพวกเขาอัพเดทผ่าน Facebook ถึงมุมมองและรูปไลฟ์สไตล์การใช้ชิวิตต่างๆยิ่งทำให้เราเห็นถึงด้านอื่นๆของชีวิต เช่นหน้าที่การงาน และการพยายามในแต่ล่ะวันของพวกเขา

เพราะฉะนั้นจากความทรงจำดีๆที่เล่ามาทั้งหมดนี้  Funky VILLA สำหรับเรานั้นเป็นสถานที่เที่ยวกลางคืนที่ผู้คนรู้จักหน้าที่ของตัวเองและให้เกรียติผู้อื่น ไปแล้วรู้สึกสบายใจ พอไปนานๆได้กลับเข้าไปทีก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 การที่ได้เจอพี่ๆ Guard ส่งสายตาดุๆมาทักทาย(ไม่เคยยิ้มให้กันเลยอ่ะ) พี่ๆพนักงานที่กระตือรือร้น ได้ฟังเพลงสนุกๆ และแดนซ์อย่างบ้าระห่ำเหงือออกจนหน่ำใจแล้วทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่มีรสชาดดี มันทำให้รู้ว่าโลกนี้ในสีเทาก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าความปลอดภัยและชีวิตกลางคืนก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่ถูกนำเสนอ ทุกวันนี้ก็ยังนานๆจะได้โผล่ไปซักครั้ง ตามวาระและโอกาส ไม่รู้ว่าทุกๆคนที่ทำงานที่นั่นจะจำเราได้ไหม แต่ถ้าเราได้ไปอีกแล้วใครจำกันได้ก็มาทักทายกันนะคะ อยู่ที่หน้าเวที(เท่านั้น) เสมอทุกครั้งที่ดนตรีสดเล่นค่ะ

P.S. สำหรับสาวๆที่เดินทางกลับบ้านคนเดียวเหมือนเรา Uber เท่านั้นค่ะที่วางใจได้ เรียกบุ๊ปไม่เกิน 15 นาทีมารับเลยค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น