หมวดหมู่

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

ทุกครั้งที่ไป Funky VILLA รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเลยค่ะ

เคยไหมคะที่ได้ไปเยือนที่ไหนที่ไม่ใช่บ้านของตัวเองแล้วรู้สึกว่าเหมือนได้กลับบ้านเลย บ่อยครั้งเราเป็นอย่างนั้นกับหลายๆสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิสแถวเพลินจิตของ Partner ออฟฟิสนี้เลยล่ะค่ะ > <

ร้านทำผมของเพื่อนที่สยาม บ้านของ 3 ชายหนุ่มที่ทำ Start up แถวแจ้งวัฒนะ ร้านคิโนะคุนิยะสาขาสยามพารากอน และก็ Funky VILLA นี่แหละ

ที่ผ่านมาถึงแม้ว่า Funky VILLA จะมีบรรยากาศที่ดีขนาดไหน(โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว) เราไม่เคยนับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เราคิดว่ามันคือบ้านเลยด้วยตรรกะง่ายๆว่ามันเป็นสถานที่เที่ยวกลางคืน ขายเหล้า เป็นที่เฟลิตกันระหว่างชายหญิงที่อาจจะไม่จริงจังในความสัมพันธ์นัก หรือไม่ก็แค่แก้เหงา(แบบที่อาจจะมีเรื่องให้เสียใจตามมา)

ถ้าจะถามว่าแล้วเมิงไปทำไมถ้ามีมุมมองที่ไม่ดีต่อสถานที่แห่งนั้น เราก็จะเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นจนถึงอายุอานามที่สามารถเข้าผับได้จนเรียนจบมหาลัย เข้าสู่วัยสร้างเนื้อสร้างตัว 25 เข้าไปก็แล้ว 27 ผ่านมาทักทาย(ตอนนี้จะ 30 แล้ว > <) เราไม่เคยได้ไปเที่ยวกลางคืนเลยและดื่มเหล้าเลย สาเหตุหลักเป็นเพราะว่ากลุ่มเพื่อนๆที่สนิทกันเป็นประเภทที่ไม่ได้เที่ยวกลางคืนกัน ถ้าจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกนิด เพื่อนของเรานั้นถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นแนวเพื่อนสาวที่ติดซีรีย์เกาหลีและสะสมซานริโอ้ตั้งแต่เด็กจนโต ว่างหน่อยก็ไปทำเล็บ ส่วนเพื่อนผู้ชายก็จะเป็นพวกคลั่งไคล้หมกหมุ่นในสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างสุดชีวิต ธุรกิจและปากท้องของคนที่บ้านต้องมาก่อนเหนือสิ่งอื่นใดอย่างไรอย่างนั้น เพราะฉะนั้นไลฟ์สไตล์ของพวกเราก็จะไปโต๋เต๋กันแถวร้านกาแฟ ร้านขนม ดูหนัง ท่องเที่ยวต่างประเทศ เข้าสัมนาพัฒนาตัวเอง หุ้น อสังหา ภาษาอะไรกันก็ว่าไป

ก็มีอยู่วันหนึ่งนั่นแหละที่ได้โคจรมาเยื่อนสถานที่แห่งนี้เพราะเพื่อนของเพื่อนอยากจัดปาร์ตี้เลี้ยงรุ่นที่นี่แล้วเพื่อนอยากให้เราไปด้วย และคืนนั้นก็เป็นคืนที่เปลี่ยนมุมมองต่อสถานที่เที่ยวกลางคืนชื่อดังแห่งนี้ในใจกลางกรุงเทพไปเลย เหมือนบ้านนอกเข้ากรุง แต่ไม่ได้ใจแตก จะอธิบายยังไงดีนะ คือตอนแรกเราไม่รู้หรอกว่ายิ่งดึกคนก็จะยิงเยอะขึ้น แล้วก็คึกคัก มีการเก็บเก้าอี้ออกเพื่อให้มีพื้นที่แดนซ์ แล้วก็มีวงดนตรีที่เล่นสดๆอีกด้วย ตอนที่เราเดินไปยืนที่หน้าเวทีมันรู้สึกสนุกมากเลย ทั้งเสียงกลอง เสียงเบส และนักร้องที่ร้องเต้นกันแบบสุดๆมันสามารถส่งพลัง ความมีชีวิตชีวา ความกระชุ่มกระช่วยถึงเราได้ ซึ่งสภาวะแบบนี้จะเกิดเฉพาะตอนที่ยืนติดประชิดหน้าเวทีเท่านั้น ถ้าอยู่หลังๆจะรู้สึกไม่อินประหนึ่งเราไม่มีตัวตนที่นั่น 555

เราเชื่อว่าใครๆก็ต่างชอบฟังเพลง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ไปฟังดนตรีสดที่เรียกได้ว่าเล่นถึงอกถึงใจอยู่บ่อยๆ และคือความประทับใจแรกที่ทำให้เราติดใจ Funky VILLA ขึ้นมาและอยากขยับเข้าไปใกล้เพื่อทำความรู้จักกันอีก

แล้วเชื่อไหมคะว่าครั้งที่ 2 3 4 5 ก็ตามมา บ่อยครั้งมากที่เราไปคนเดียวเพราะเพื่อนๆไม่มีใครสนใจไป และถ้ามัวแต่รอก็ไม่ต้องได้ไป ไม่ได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำกันพอดี ในที่นี้คือได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ในด้านนี้(ที่ช้ากว่าวัยรุ่นหลายๆคน) แน่นอนว่าสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้มาสถานที่แบบนี้ แรกๆมันก็มีความกลัว ความกัลวลอยู้บ้าง แต่ก็เหมือนเรื่องอื่นๆในชีวิตนั่นแหละค่ะที่ต้องมีครั้งแรก และเรื่องราวต่อจากนี้คือความประทับใจที่เรามีต่อ Funky VILLA ค่ะ :)



ก่อนอื่นเลยวิธีเที่ยว Funky VILLA ในแบบฉบับของเราคือไปเพื่อแดนซ์กระจาย เพลิดเพลินกับดนตรี มีการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่บ้าง แต่ก็เช็คระดับความน่าคบของคู่สนทนาที่เข้ามาคุยก่อนนิดหนึ่งว่าดูพอจะไว้ใจได้แค่ไหน เราไม่เคยแต่งตัวเซ็กซี่ไปที่ Funky VILLA ด้วยเพราะว่าไม่มีเสื้อผ้าแนวนั้น และก็ไม่ได้อยากจะแต่งไปอยู่แล้ว เราเลยรู้สึกว่าการแต่งกายของตัวเองสามารถสกรีนคนที่เข้ามาพูดคุยกับเราได้ระดับหนึ่งเลย และด้วยความที่เป็นผู้หญิงไปคนเดียว มันง่ายมากเลยที่จะสะกิดใครที่เขาเปิดเหล้าอยู่ที่โต๊ะติดกับหน้าเวทีแล้วขอยืนด้วยได้(ขอทุกครั้ง ได้ทุกครั้งค่ะ ผู้คนใจดี ^^)

ทีนี้พอไปยืนกับพวกเขาแล้ว มันก็จะกันไม่ให้ใครเข้ามาคุยด้วยโดยอัตโนมัติเพราะเขาคิดว่ามาด้วยกัน จะเหลือใครให้ระวังใครก็มีแต่กลุ่มที่เราไปขอยื่นร่วมโต๊ะด้วยกับเขานั้นแหละ แน่นอนว่าบางครั้งก็เลือกกลุ่มผิด มีโดนแทะโลมด้วยคำพูดที่ทำให้รู้สึกลำบากใจบ้าง แต่หลังๆเราแก้เกมส์ได้ด้วยการบอกว่าเราเป็นแฟนนักร้อง(ที่กำลังร้องอยู่บนเวที) ประมาณว่ามาขอกรี้ดให้กำลังใจแฟนที่หน้าเวที เท่านี้พวกเขาก็ไม่ยุ่งกับเราแล้ว(เพราะเมิงดูอินเหลือเกินเวลาที่มองขึ้นไปบนเวทีด้วยแหละ) มีอีกมุกหนึ่งคือพูดภาษาอังกฤษใส่ค่ะ ต้องขอบคุณตัวเองที่โตขึ้นมาแล้วบุคลิกหน้าตาไปทางเกาหลีได้อยู่ หลายๆคนเขาก็จะคิดว่าเป็นคนต่างชาติ ก็จะไม่มายุ่งกับเราเท่าไหร่ค่ะ มีเอาแก้วมาขอชนบ้าง อ้อ ทุกครั้งที่ไปก็ไม่เคยได้ดื่มเลยนะคะ Pure water น้ำเปล่าตลอดเลย มันไม่มีความคิดที่อยากจะดื่มเพราะมันดื่มไม่เป็นมาตั้งแต่แรกด้วยค่ะ

สรุปว่าในเรื่องการเอาตัวรอด พอวางตัวดี มันก็ไม่มีอะไรให้น่ากัลวล และผู้คนที่ไปเที่ยวกลางคืนที่นี่นั้นก็ไม่ได้เป็นพวกที่ดูน่ากลัว พูดไม่รู้เรื่อง ส่วนมากก็เป็นคนวัยทำงาน หรือไม่ก็คนต่างชาติทั้งนั้น ส่วนมากที่เราเจอก็ใจดี เลยเป็น 1 จุดที่ประทับใจค่ะ

จุดที่ 2 ก็คือพี่ๆที่เป็น Guard นักร้อง และพนักงานทุกคนของที่นี่ ขอบอกความประทับใจแบบรวดยอดเลยทีเดียวเลย ทุกครั้งที่เราไป เรารู้สึกว่าพวกเขาทำงานของตัวเองกันได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เช่นพี่ๆ Guard ดูดุ และเที่ยงตรง(ไม่รู้ว่าดู Positive ไปไหมเรา 55) ประมาณว่าถ้าใครมีเรื่องเจอห้าม และหยุดทุกการทะเลาะได้อย่างดุดัน และน่าเกรงขามอย่างแน่นอน ทำให้มือใหม่ขี้กังวลยามไปเที่ยวกลางคืนอย่างเราหายห่วงว่าจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นแล้วโดนลูกหลงไปเยอะเลย ใช่พวกพี่ๆเขาตรวจกระเป๋าเราและลูกค้าทุกคนก่อนเข้าไปข้างในด้วย ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่ามันปลอดภัยกว่าพี่ๆยามที่ MRT เวลาขอตรวจกระเป๋าอีกนะ

พี่ๆพนักงาน ที่ Funky VILLA แห่งนี้มีพี่ๆพนักงานที่เยอะมากที่ใส่ใจ และเป็นกันเองกับลูกค้ามากๆ แต่ไม่เคยปีนเกลียว รวมถึงพี่พนักงานในห้องน้ำผู้หญิงด้วยที่สุภาพและไม่มองลูกค้าที่มาเที่ยวกลางคืนอย่างเราๆด้วยสายตาที่ไม่ดี

นักร้องและวงดนตรีที่สุดยอด เราเคยไปฟังดนตรีของที่นี่มาหมดแล้วทั้งวันธรรมดา และศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ อยากบอกว่าทุกวงที่มาเล่นที่นี่ถูกคัดมาอย่างดีแล้ว ทั้งความสามารถในการเล่นดนตรี และ look ของวง ไม่มีวงไหนขี้เหร่หรือดูด้อยมาตราฐานไปกว่ากันเลย มีแต่วงที่ดูแตกต่าง และมีสไตล์ที่น่าสนใจที่ต่างกัน ทุกวงเล่นเต็มที่ ร้องเต็มที่ ทำหน้าที่ entertainer ได้สุดยอดจริงๆ

มีเพื่อนใหม่หลายๆคนที่ได้รู้จักกันทั้งชายหญิงจากสถานที่แห่งนี้ บางคนกลายมาเป็นน้องสาวที่น่ารัก เป็นพี่ที่ไว้ใจได้ เป็นเพื่อนที่ดี มันมีความสุขนะกับการที่ได้เห็นชีวิตของพวกเขาอัพเดทผ่าน Facebook ถึงมุมมองและรูปไลฟ์สไตล์การใช้ชิวิตต่างๆยิ่งทำให้เราเห็นถึงด้านอื่นๆของชีวิต เช่นหน้าที่การงาน และการพยายามในแต่ล่ะวันของพวกเขา

เพราะฉะนั้นจากความทรงจำดีๆที่เล่ามาทั้งหมดนี้  Funky VILLA สำหรับเรานั้นเป็นสถานที่เที่ยวกลางคืนที่ผู้คนรู้จักหน้าที่ของตัวเองและให้เกรียติผู้อื่น ไปแล้วรู้สึกสบายใจ พอไปนานๆได้กลับเข้าไปทีก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 การที่ได้เจอพี่ๆ Guard ส่งสายตาดุๆมาทักทาย(ไม่เคยยิ้มให้กันเลยอ่ะ) พี่ๆพนักงานที่กระตือรือร้น ได้ฟังเพลงสนุกๆ และแดนซ์อย่างบ้าระห่ำเหงือออกจนหน่ำใจแล้วทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่มีรสชาดดี มันทำให้รู้ว่าโลกนี้ในสีเทาก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าความปลอดภัยและชีวิตกลางคืนก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่ถูกนำเสนอ ทุกวันนี้ก็ยังนานๆจะได้โผล่ไปซักครั้ง ตามวาระและโอกาส ไม่รู้ว่าทุกๆคนที่ทำงานที่นั่นจะจำเราได้ไหม แต่ถ้าเราได้ไปอีกแล้วใครจำกันได้ก็มาทักทายกันนะคะ อยู่ที่หน้าเวที(เท่านั้น) เสมอทุกครั้งที่ดนตรีสดเล่นค่ะ

P.S. สำหรับสาวๆที่เดินทางกลับบ้านคนเดียวเหมือนเรา Uber เท่านั้นค่ะที่วางใจได้ เรียกบุ๊ปไม่เกิน 15 นาทีมารับเลยค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

หนังสือที่อ่านแล้วกระแทก Passion ประจำปี 2014

ในปีที่ผ่านมานี้มีหนังสือดีๆมากมายเกี่ยวกับการใช้ชีวิต และการทำธุรกิจมากมาย แต่ในหนังสือที่ดีที่ว่านี้ กลับมีอยู่แค่ไม่กี่เล่มที่อ่านแล้วสามารถกระแทก Passion ได้อย่างน่าครั้นคร้าม ชนิดที่เรียกได้ว่ายิ่งอ่านยิ่งเพิ่มความกระหายใคร่รู้ มี กระบวนการ/ชุดความรู้/แรงผลักดัน/ปม/ความจริง ในแบบนี้ด้วยเหรอ และมันหลอมให้เกิดความรู้สึกอยากจะแก้ไขและลองทำดู และนี่คือหนังสือเหล่านั้น
1. Cwg 3 ชื่อภาษาไทย สนทนากับพระเจ้า 3
เป็นเล่มจบของมหากาพย์การรอคอยอย่างนาวนาน(ถ้าคุณเป็นคนที่เฝ้ารอฉบับแปล) ของสิ่งที่เรียกว่าชัยชนะรวมกัน Cwg เป็นหนังสือที่มีทุกรสชาดของมวลมนุษย์ชาติและจักรวาลอยู่ในนั้น แน่นอนว่ารวมทั้งอารมณ์ขันอันน่าสนใจของ God ที่ยากจะไม่หยิบยกมากล่าวถึงจากหนังสือชุดนี้ด้วย
บางคนให้ค่าว่าหนังสือเล่มนี้คือหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล ในขณะที่บางคนด่าทอว่าเป็น Bible นอกรีตที่แฝงไว้คุณค่าจอมปลอมอันยั่วยวนมนุษย์คนบาปให้เชื่อว่าสิ่งที่เธอเป็นนั้นดีอยู่แล้วให้เป็นต่อไป
โดยส่วนตัวก็ไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของตัวเองออกมายังไงดีที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าถูกอวยจนมากแต่งจนเกินไป เอาเป็นว่าถ้าคุณอายุ 20 และมีชีวิตที่พร่องจากด้านใดด้านหนึ่งมาโดยตลอดหรือเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางจิตใจ การได้อ่านหนังสือชุดนี้ในช่วงเวลาดังเกล่านั้นฟังดูส่อเค้าให้เห็นถึงความหวังและแนวโน้มที่จะเปลี่ยนชีวิตได้ แต่ถ้าคุณเป็นมนุษย์ที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 3 ปลายๆ หรือ 4 5 6 ที่ชีวิตเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว การได้อ่านหนังสือชุดนี้อาจจะทำให้คุณรู้สึกว่าได้พบเพื่อนใหม่ที่ช่างเป็นแหล่งของภูมิปัญญาชั้นเลิศในจังหวะที่เหมาะสม หรือไม่คิดว่าจะหาได้จากที่ไหน จากที่คุณเป็นบางสิ่งบางอย่างอยู่แล้ว เพื่อนใหม่ที่เรียกตัวเองว่า God ในที่นี้จะทำให้คุณรู้สึกขยาย แผ่กว้าง สูงขึ้น ปลดปล่อย และเป็นได้มากกว่าเดิมอีกหลายเท่า
จะมีก็แต่คนที่อ่านหนังสือไม่แตก หรืออ่านด้วยดวงตาที่สวมแว่นสีชาเขาไปก่อนอ่านอีกทีเท่านั้นแหละ ที่จะรู้สึกว่านี่เป็นหนังสือจาบจ้วงบิดเบือน ว่ากันตรงๆแล้วแทบจะไม่มีหนังสือในท้องตลาดเล่มไหนที่เรียกร้องให้เรารับผิดชอบต่อกันและกัน มองกันใหม่ให้ออก และย้ำเตือนประเด็นสำคัญๆของทุกๆวาระแห่งกระบวนการเติบโตและเยียวยาไปมากกว่านี้แล้ว บางช่วงเนื้อหาก็ค่อนข้างกระอักกระอ่วนท้าทายสิ้นดี หางไกลคำว่าเข้าข้างบาปกำเนิดที่เขานิยามกันของมนุษย์ไปอย่างมากมาย
สรุป
2. Man's search for meaning ชื่อภาษาไทย มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน
เป็นหนังสือที่อ่านเกินข้ามปี อ่านแล้วอ่านอีก และสมควรถูกหยิบยกขึ้นมาบอกเล่า มันเป็นหนังสือที่ยากที่จะนิยามอีกเล่มหนึ่ง แต่พอจะจำกัดความได้ว่าเป็นหนังสือมหัศจรรย์ที่ Transform ความเจ็บปวดทุกข์ยากของอดีตเชลยจากยุคนาซี(ที่เราไม่อาจเข้าถึงหรือคาดเดาสภาพจิตใจทั้งของการเจ็บปวดยามต้องอยู่ในภาวะเชลยอันไร้เกียรติ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชวงเวลาแห่งการยินดีปรีดาที่ได้หลุดพ้นกลับมามาชีวิตของตนเองอีกครั้งนั้นเป็นอย่างไร มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดๆกันเลย) จากบันทึกออกมาเป็นหนทางการเยียวยารักษา แตกแขนงออกมาสู่องค์ความรู้ใหม่ๆของการเรียนรู้ในแง่ของกลไกลทางจิตใจ รวมไปถึงการบำบัดรักษาผ่านการนิยาม และให้ความหมาย
เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ อาจไม่มีอะไรเหมือนกับการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคนี้เลยนอกจากความเป็นสากลที่ว่าจิตใจของมนุษย์นั้นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ย่อมแสวงหาความเป็นอิสระให้กับตัวเอง บ่อยครั้งรูปแบบของการแสวงหานั้นก็คือจิตนาการนั่นเอง สำหรับใครที่รู้สึกว่าน่าสนใจแต่ไม่ใช่แนว การอ่านบทนำของหนังสือประจำปี 1984 ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าเป็นหนังสือที่กำลังมองหาอยู่หรือเปล่า
3. How to rise your self-esteem ชื่อภาษาไทย เยียวยาปมในใจ และสร้างชีวิตใหม่ด้วยจิตวิทยาแห่งความนับถือตัวเอง
ดูจากหน้าปกแล้ว จะบอกว่าการจัดวางรูปเล่มนั้นดูสวยก็สวย เวอร์ก็เวอร์ เป็นหนังสือที่มีชื่อยาวมาก นี่คือหนังสือแนวเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองที่เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาในเรื่องความเชื่อมั่นในตัวเองหรือเปล่านะ นั่นคือความคิดแรกที่ฝุดขึ้นมา เรียกได้ว่า Jude a book by its cover ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ได้ตัดสินใจพลิกอ่านดูอย่างจริงจังเพราะว่า คำโปรยที่อยู่ด้านบนหน้าปกที่ว่า "จิตวิทยาเบื้องหลังจิตวิทยาที่กำหนดพฤติกรรมทุกอย่างในชีวิตคุณ" เนื่องจากส่วนตัวมีความคลั้งไคล้ทางด้านนี้เป็นทุนเดิม จึงทำทำให้มีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นว่า การประกอปได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าตัวตนของคนคนหนึ่งนั้น หากมีช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งตั้งแต่เด็กจนโตที่ก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกจากตัวตนของคนคนนั้น มันจะส่งผลต่อการเลือกแสดงออกหรือมีพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่งที่ส่งผลเสียได้ ซึ่งบ่อยครั้งที่มันเป็นเช่นนั้น ที่น่าสนใจก็คือในหลายๆครั้งก็ข้อดีตามธรรมชาติของเรานี่แหละ คือสิ่งที่ปิดกั้นและทำให้เราเติบโตขึ้นมาอย่างเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว
การคลายปมเหล่านี้สามารถทำได้ผ่านการแบบฝึกหัดที่มีอยู่ในหนังสือ เป็นแบบฝึกหัดที่ง่ายและมีประสิทธืภาพมาก ขอแค่ลงมือทำโดยไม่ต้องใช้ความคิดและการตัดสินตัวเองเท่านั้นพอ บทสรุปในบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย โปรดโปร่ง รัก และเคารพตัวเองมากยิ่งขึ้น
4. แท้จริงแล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช
เผยเรื่องราวของการกินมังสวิรัติที่ส่งผลต่อโลก ต่อสังคม และต่อตัวเราที่เราทั้งหลายอาจคาดไม่ถึง ในเล่มเป็นการนำเสนอข้อมูลความจริงในหลากมิติ ด้วยรูปแบบที่สร้างสรรค์และชวนให้ติดตามมาจากนักคิด นักวิชาการ และนักแสดงที่เป็นที่เป็นมังวิรัติ
การกินมังสวิรัตินั้นไม่ได้ส่งผลเพียงในแง่ของปักเจกที่ดีต่อร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดปัญหาความอดอยากขาดแคลนอาหารของผู้คนบนโลกใบนี้ได้อีกนับหลาย ล้านคน และยังช่วยลดปัญหาโลกร้อน ปัญหาฉกาจฉกรรจ์ที่ทุกคนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย ไม่ว่าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากมีสุขภาพดี อยากมีใจที่ผ่องแผ้ว อยากละการทำบาปต่อสัตว์ หรืออยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นี่เป็นหนังสือที่กล่าวถึงวิถีของมังสวิรัติที่โดดเด่นในรูปแบบการนำเสนอที่ดีมากๆเล่มหนึ่งของประเทศเลย
5. มีด้วยกัน 2 เล่ม
"ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว"
จาก ฉันจึงมาหาความหมาย
มันมีความขถบ ที่ทำให้อดนึกถึงวลีทีว่า
Carpe diem หรือ Seize the Day
“ข้าบุกป่าฝ่าดง เพราะข้าจงใจใช้ชีวิตตามเจตนา
ข้าต้องการมีชีวิตที่ลึกซึ้ง และดูดดื่มแก่นแท้แห่งชีวิต
จงกำจัดให้สิ้น ในสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่ชีวิต
เพราะเมื่อถึงกาลที่ข้าต้องตาย ข้าจะได้ไม่ต้องเพิ่งตระหนักว่า
ข้าไม่เคยใช้ชีวิตอย่างแท้จริงเลย”
จาก Dead Poets Society ชื่อภาษาไทย สมาคมกวีไร้ชีพ ชื่อหนัง ครูครับ เราจะสู้เพื่อฝัน
ไม่ได้ ถึงแม้ทั้ง 2 เล่มจะเป็นผลงานที่เนื้อหาและการดำเนินเรื่องแตกต่างกัน แต่การตั้งคำถามของตัวเอกในเรื่อง ความสงสัย ความเดียงสา ที่มาที่ไปของการแหวกกฏ ขมวดปมจนกลายเป็นขถบที่พึ่งหลุดพ้นวัยกระเตาะ และบทสรุปที่เสียดสีสังคม คือสิ่งที่เหมือนกัน
ถ้าใครที่เคยได้อ่านทั้ง 2 เล่มจะรู้ว่าทั้ง 2 เล่มมีบทกลอนที่ปลุกระดมความพลุ่งพล่านในตัววัยรุ่น ที่อ่านแล้วรู้สึกครั้นคร้ามอีกมายมาย และยากที่จะกล่าวถึงบทสรุป พวกเราในที่นี้อ่านแล้วอาจจะมีความกล้ามากกว่าใครเพื่อน แล้วค้นพบว่าเป็นการก้าวออกไปเพื่อคว่าน้ำเหลว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังได้เพื่อนสนิทคนใหม่ที่ชื่อว่าความเจ็บปวด แล้วเราก็ไม่ต้องกลัวการใช้ชีวิตอย่างครึ่งๆกลางๆอีกต่อไป

6.เกมส์เศรษฐี ลงทุนให้รวย ด้วยอสังหาริมทรัพย์

เล่มนี้ของจริง ฆ่าหนังสืออสังหากะโหลกกะลาของพวกสนพ. Wanna be ที่มีเป้าหมายคือกลุ่มแมงเม่าได้เลย
ขออภัยที่ฟังดูรุนแรงแต่ตั้งแต่เริ่มอ่านมายันอ่านจบรู้สึกอย่างนี้เลย เป็นการยกระดับคุณภาพหนังสือในเมืองไทยจริงๆ เนื้อหามีประโยนช์และอธิบายได้ทะลุปรุโปร่ง ชัดเจน มีทีมาทีไปมาก ไม่อยากพลาดการลงทุนในอสังหาต้องอ่านเลย แล้วจะพบว่ามีเรื่องที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อีกเยอะ และทุกข้อตกลง เจรจราต่อรองได้เสมอ อย่ายอมรับคำว่าไม่เป็นคำตอบ เป็นหนังสือที่อ่านจบภายใน 2 วันเพราะเขียนสนุกมาก แต่ล่ะบทมีเนื้อหาที่ครอบคลุม แต่ทว่าสั้น กระชับ เนื้อล้วนๆไม่มีน้ำเลย และเนื้อหาในหลายๆส่วนของหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่เตือนสติเราไม่ให้เอะอะอะไรก็หวังรวยทางลัด หวังจะเก็บเกี่ยวผลจากการลงทุนโดยที่ไม่ลงแรงหรือใช้สมอง ที่สำคัญเป็นหนังสือที่ไม่ว่าผู้อ่านจะเป็นเจ้าของกิจการ หรือพนักงานประจำก็สามารถเดินตามรอยเท้าของผู้เชียนเพื่อประสบความสำเร็จในการลงทุนอสังหาด้วยกันได้ทั้งนั้น เป็นหนังสือที่คนสนใจในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มจาก 0 สมควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าเอาเข้าจริงแล้วไม่ใช่เพียงหนังสือที่ดีในตัวมันเองอย่างเดียว การจะกล่าวได้ว่าเรื่องนี้อ่านแล้วโดนเลยก็ อยู่กับความสนใจส่วนบุคคลเป็นพื้นฐานด้วย เป็นหนังสือที่ยากจะพอสังเขปคร่าวๆว่าอ่านแล้วได้อะไร หรือเหมาะกับคนที่กำลังมองหาอะไร ถ้าอ่านชื่อจากหน้าปกแล้วอาจจะรู้สึกว่าเนื้อหาบางเล่มก็น่าจะส่งเสริมกัน แต่บางเล่มก็ดูฉีกแนว ซึ่งก็ไม่ปฏิเสธ แต่มีอยู่ 2 สิ่งที่เหมือนกันนั่นก็


  • หนังสือทุกเล่มผ่านการบอกเล่าจากประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นในบทบาทนักการตลาดชั้นนำต่างๆ โค้ชการเงิน นักจิตบำบัด คนเร่ร่อนข้างถนนในวัยกลางคนที่กลายมาเป็นตำนานแห่งการเยียวยาแห่งยุค หรือแม้กระทั้งเชลยที่ถูกช่วงชิงทุกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่เหลือแม้กระทั่งเส้นขน
  • หนังสือทุกเล่มไม่ได้เป็นแนวเอะอะอะไรก็ความสำเร็จร่วมสมัย แต่หากความสำเร็จในแง่ของนามธรรมและรูปธรรมนั้นเกิดจากภาวะการเป็น ทำ มี ที่มาจากการรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรอย่างลึกซึ้ง ผ่านการทุ่มเทศึกษา มีที่มาที่ไป และที่สำคัญคำบอกเล่าระหว่างเส้นทางนั้น ไม่ได้มุ่งเน้นแต่การเสาะแสวงหาความสุข ความสำเร็จของชีวิต กำไร การเติบโตแต่ในด้านที่มันหอมหวานเพียงอย่างเดียว หนังสือทุกเล่มได้แสดงให้เราเห็นวิธีที่รับมือกับการจำต้องยอมทนอยู่ในภาวะที่อะไรๆไม่เป็นไปดั่งใจโดยที่ต่อต้านให้น้อยที่สุดอย่างชาญฉลาด ท้าทายเอาเรื่อง การยอมจำนนอย่างสง่างาม