หมวดหมู่

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

AEC จะมาแล้ว ฝึก Telling what your job is ในงาน Bussiness Networking Events กันเถอะ :)

สังเกตว่าตอนนี้ กระแสงาน Networking แบบตะวันตกกำลังเริ่มได้รับความนิยมในบ้านเรา ซึ่งงาน Networking เหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์มากๆสำหรับเหล่า Startup และ Investors กันถ้วนหน้า ที่จะเจอ Business matching หรือสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ริเริ่มธุรกิจส่วนตัว ก็สามารถใช้โอกาสนี้ในการสานสัมพันธ์กับเจ้าของธุรกิจประเภทต่างๆ ไว้เพื่อเป็น Connections ในการเกลื้อหนุนกันในอนาคต


ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดว่าภายในงานนั้น ผุ้ร่วมงานเกินกว่าครึ่งคือชาวต่างชาติ แล้วเวลาที่เราต้องแนะนำตัวเอง มีคำถามหนึ่งซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ "คุณทำงานอะไร?"

ตามปกติแล้วเวลามีชาวต่างชาติถามว่าเราทำอาชีพอะไร ทั่วๆไปที่เรามักจะตอบกันคือ I am a + อาชีพ เช่น I am teacher., I am a doctor. ซึ่งก็เป็นอะไรที่ถูกต้อง และชัดเจนดี แต่ว่าถ้าใครเริ่มๆเบื่อที่จะตอบแบบเดิมๆ หรือเริ่มรู้สึกว่ามันชักจะทื่อไปนิด อยากจะตอบอะไรทีดู Professional มากขึ้น เรามาดู Useful expressions เหล่านี้กันดูค่ะ
Ok สมมุติว่าเรามีอาชีพเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจนะคะ ^^
เราสามารถเลือกใช้ประโยคเหล่านี้ในการได้ค่ะ
I'm a business consultant.
► I'm in business consultancy. 
I work as a business consultant.
► I'm a professional business consultant.
I do a bit of business consultancy.
► I earn my living as a business consultant.
I'm in the business consulting business.
เท่าที่เราเคยพบเจอหรือพูดคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติที่เป็นอเมริกัน, ฟิลิปีโน ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ประโยคเหล่านี้ถือเป็นประโยคที่ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ในการบอกว่าตัวเองประกอปอาชีพอะไรตามปกติอยู่แล้วค่ะ อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ประโยคข้างต้นนี้มีนัยยะที่แตกต่างกันในการบอกว่าเราทำงานอะไรในสายอาชีพนั้นๆ 

ขอยกตัวอย่างที่อาจจะไม่ค่อยได้พบเจอบ่อยๆเช่น

I do a bit of business consultancy. 

การพูดว่า "Do a bit" สื่อได้ว่างานที่เราทำนั้นมันไม่ได้เป็นงานที่ยากเย็น หรือจริงจังมากนัก 
หรืออีกนัยคือมันไม่ใช่อาชีพหลักของเรานั่นเอง เช่นเรารับเป็นที่ปรึกษาเป็นงานอดิเรก งานหลักจริงๆคือการเป็นนักลงทุน

I'm in the business consulting business. 

ประโยคนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเรามีอาชีพเป็นที่ปรึกษา เราอาจจะเป็นผู้ช่วยของที่ปรึกษาอีกที 
หรือทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษา เป็นต้นค่ะ ^^

และเช่นเดียวกัน เวลาที่เราอยากแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น 
มีตัวเลือกดีๆอีกมากมายให้ลองเลือกใช้ตามบริบทของการสนทนาแทนการพูดว่า I think 
ตัวอย่างเช่น I guess, I find, I feel, I suppose, I believe ค่ะ

 สุดท้ายนี้ Have a lovely Wednesdays นะคะ 

Wow! คืนนี้ไม่มีอะไรมาก แค่อยากอวดคะแนนที่ทำได้จากบทสอบภาษาอังกฤษ



I am going to improve my English skill form now on. ^^

รู้ไหมว่าเมื่อ 3-4 ปีก่อนภาษาอังกฤษของเรา Fluency มากเลย เพราะว่า 

1. มีโอกาสไปต๋อกแต๊กๆใช้ชีวิตช่วงสั้นๆที่สิงคโปร์ซึ่งภาษาไทยไม่ได้พูด และภาษาจีนพูดไม่ได้เลย

2. พอกลับมา ก็ได้พบกับคุณพ่อขายาวแดเนียล แดเนียลได้สอน Business discussion ตัวต่อตัวกับเราทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษตลอดระยะเวลา 2 เดือน

3. มีคนเกาหลีมา(เหมือนจะ)จีบ เขาพูดไทยก็ไม่ได้ เราก็พูดเกาหลีไม่ได้ ภาษาที่ทั้ง 2 คนสื่อสารได้มีเพียงหนึ่งเดียวคืออังกฤษ เราเลย speak sound like the native speaker อยู่ช่วงหนึ่ง (กำลัง improve อยู่ เลยต้องไทยคำ อังกฤษคำ)

หลัวจากนั้นก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ใช้ในการสื่อสารเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังนึกกระหยิ่มใจว่าอันตัวเรานั้นช่างพูดช่างเจรจาภาษาอังกฤษได้เก่งมาจนใครที่บังเอิญได้ยินได้ฟังก็ต่างพากันก็ชม ทักษะการอ่านนั้นก็เลิศ อ่านเข้าใจตั้งแต่ Fiction ยัน Non fiction self-help (แต่ที่อ่านยังไงก็ไม่ค่อยเข้าใจคือหนังสือพิมพ์) ส่วนการเขียนนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ค่อยได้ใช้ สะกดผิดทีโปรแกรมสมัยนี้ก็ฉลาดแก้ให้ So far ศัพท์บางคำที่ง่ายๆก็ยังเขียนไม่เป็นจนกระทั่งบัดนี้ แต่ถ้าใครที่เคยอ่านบทความภาษาอังกฤษที่เคยเขียนไว้ก็จะรู้ว่าไม่ได้ห่วยถึงขั้นดักดานขนาดนั้น

แรกๆก็ยังได้อยู่นั่นแหละ จนมาเริ่มสังเกตเห็นตัวเองเมื่อประมาณ 4-5 เดือนก่อนตอนที่รับเพื่อนชาวจีนมาพักด้วยกันว่าทำไมเราเริ่มมีการยั้งเวลาพูดหว่า อาการยั้งที่ว่ามันเหมือนกับเวลาคนทัก How are you? แล้วตอบ I'm fine! ไม่ได้นั่นล่ะ นึกคำพูดไม่ออก ทั้งๆที่ปกติจะจ้อกลับต่อได้เลย ก็งงๆ เริ่มชักจะเสียเซลล์ล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับเราว้า 2 เดือนให้หลังมีเพื่อนชาวโมรอคโคแวะมากรุงเทพ แล้วเราได้ไปเที่ยวกับเขา ตอนนั้นแหละที่รู้สึกได้ชัดเลยว่าทักษะในการพูดภาษาอังกฤษของเราย่ำแย่ลงเป็นอย่างมากเข้าขั้นเกือบใบ้ ทั้งๆที่เคยเม้าท์มอยเรื่องผู้ชายด้วยภาษประกิตอย่างเมามันกับเพื่อนประหนึ่งเป็นเกาหลี(หน้าให้)แต่กำเนิดที่ได้ไปเติบโตอยู่ที่นิวยอร์กประมาณนั้น

สำหรับคนอื่นๆอาจจะไม่เกิดปัญหาแบบนี้กับเขา แต่สำหรับคนที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับธรรมชาติของภาษาที่ 2 อย่างเริ่มคุ้นเคยในระยะเวลาที่ไม่นานมาก แล้วมีอันต้องหยุดไป เราเชื่อว่าปัญหานี้จะเกิดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เปรียบเทียบได้เหมือนกับฤดูที่ฝนที่มีฝนตกทุกวัน แต่ทว่าน้ำฝนก็ยังไม่กัดเซาะพื้นดินที่เป็นถนนลูกลังได้มากพอที่จะกลายเป็นแอ่งน้ำลำธารเล็กๆ ให้น้ำได้ไหลลงสู่แม่น้ำได้ ครั้นพอเกือบจะได้ ฤดูแล้งก็มาเยื่อนเสียนี่(เปรียบเทียบได้อลังไหม >_<)

P.S. ไม่อยากจะบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ 100 คะแนนเต็มในรอบหลายวันที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เหรอ ได้ 100 เต็มทุกครั้งจริงๆ ไม่ได้โม้ เลยขอแคปมาอวดหน่อย กำลังจะกลับมาทวงตำแหน่งแล้ววว

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

My daily connecting the dots

I will have finished my work before her child pops out. You would have liked the sound of joy in her family. I should have told Emily too. I'm pretty sure that she will be running immediately. We have finally relented to our good view for this unwed couple.

This is so awful! Are you freaking kidding me?!

I have one unpleasant disposition. I naively prefer to the expensive tuition fees because I believe in its standard. The qualities are often determined by the price of it.

I always envy with this naive girl who was very lucky, Sawako jung ^^

  • Someone often said don't frigging believe in the magic and I totally disagree, I fairy trust in my intuition, every time when I stumble something, it has the hidden meaning for me to figure out. 

Trust your vibes. 

When I was young I rather impressed in calligraphy. I admired people who has the beautiful handwriting till I grew up, typography had more role that impact on my perception. I saw it everywhere in the cartoons I read, advertising posters on the wall, digital contents on facebook. However, both things suppose to be the subtle art work that worth to study.


^_____^

When he tends to get the redundancies, a good friend must be able to console him, help him to handle with his mortgage payment?

  That's sad...

Don't take those who work in the garage for grated. Nowadays there are so many diverge filed of potential people that use their garage as a little home office, proportionally responsible and action on that little place. 


Screwing with someone in his dorm room is something that majority were used to. Each room decorating ideas were difference. It was represent the owner for something. What do you consider if you saw a baton in his room? 


 Laura and Larry rarely lull their rural roosters to sleep.

The law was repealed by the legislature.

หนึ่งวันในโซล

เสียงของหยดน้ำค้างกำลังตกกระทบกับวัตถุบางอย่าง อากาศเย็นมากเสียจนฉันไม่อยากลุกจากเตียง แต่ทว่าอีกใจหนึ่งก็อดตื่นเต้นกับชะตาชีวิตและภารกิจที่ต้องปฏิบัติในวันนี้ของตนเองเสียไม่ได้ อากาศที่โซลนั้นเย็นจับใจในตอนเช้า หรือเพราะเป็นที่โซลกันนะ ฉันถึงอยากรีบลุกออกจากเตียงเพื่อถวิลหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากเมืองใหญ่อันแสนจะไม่คุ้นเคยแต่ปรารถนาที่จะได้มาเยือนเมื่อครั้งนานมาแล้ว

วันนี้ ในบ้านที่ฉันพักอยู่นั้นไม่มีเสียงนกแก้วร้องทักทายในตอนเช้าเหมือนครั้งที่อยู่เมืองไทย จะว่ายังไงดีล่ะ เรียกว่าเสียงกรีดร้องแต่เช้าตามธรรมชาติของมันอาจจะถูกต้องกว่า เป็นความดีใจกึ่งๆ คิดถึงเจ้าสองตัวเจ้าปัญหาที่เมืองไทยอยู่เหมือนกัน แต่ฉันเชื่อว่าตอนนี้พวกมันสบายดีอย่างที่สุดในกรงใหญ่ที่แวดล้อมไปด้วยของเล่น และสวนเล็กๆ ที่มีลูกตะขบสีแดงแล้วฉันก็หลอกพวกมันว่าคือผลเชอร์รี่

ฉันลุกขึ้นแต่งตัว ไม่แก่ขึ้นเท่าไหร่เลย เงาในกระจกสะท้อนออกมาแบบนั้น อันที่จริงแล้ววันนี้ฉันมีนัดกับเพื่อนที่ทำงานในวงการบันเทิงของเกาหลี เปล่าเขาไม่ใช่ดาราหรอก แต่ก็ค่อนข้างใกล้ชิดเลยล่ะ ฉันเจอเขาในร้านอาหารบ้านๆ แห่งหนึ่งในโซลเมื่ออาทิตย์ก่อน ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยล่ะ การที่พูดคุยกันอย่างถูกคอและมีนัดกันอย่างต่อเนื่องแปลว่าทักษะในการสื่อสารภาษาเกาหลีของฉันนั้นไม่ด้อยไปกว่าภาษาอังกฤษเลยใช่มั้ยนะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าฉันเป็นใครในเมืองไทยก็เถอะ

อาหารของคุณป้านั้นอร่อยและให้ความรู้สึกอบอุ่นประหนึ่งฉันคือสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวเฉกเช่นทุกๆ เช้า หรือเป็นเพราะว่าฉันนั้นมักจะอ่อนไหวกับโต๊ะอาหารที่มีกับข้าวมากกว่าหนึ่งอย่างและมีผู้คนรายล้อมทานอาหารด้วยกันกันแน่ อย่างไรเสียก็ต้องขอบคุณครอบครัว "คิม" อย่างที่สุดที่คอยแต่งแต้มภาพความทรงจำในการเดินทางมาที่โซลแห่งนี้สดใสในทุกๆ เช้าวันใหม่

ฉันออกเดินต๊อกแต๊กๆ ไปเรื่อยจนกว่าจะถึงถนนสายหลัก ถึงแม้โซลจะเป็นเมืองหลวง แต่ใช่ว่าจะไม่มีกลิ่นอายของความเป็นชนบทหลงเหลืออยู่เลย อย่างน้อยก็หมู่บ้านที่ฉันพักอยู่แห่งหนึ่งล่ะ

วันนี้นอกจากการนัดพูดคุยกระทบไหล่กับคนที่ใกล้ชิดคนดังแล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของโซลนั้นคืออีกหนึ่งเป้าหมาย ก่อนที่ตารางนัดในเกาหลีจะวุ่นวายไปกว่านี้ ฉันก็ควรจะรู้ความเป็นไป หรือโอบรับที่มาที่ไปของความเป็นชนชาติของเกาหลีในทุกวันนี้อย่างเข้าอกเข้าใจและใกล้ชิดด้วยตัวเองซะก่อน มันถึอเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและน่าสนุกมากเลยนะที่คนเราจะได้เปิดหูเปิดตา ทำความเข้าใจกับอะไรใหม่ๆ และร้องว่า "โอ้โห้" บ้างกับสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน คล้ายๆ กับตอนที่เรารู้จักเทศกาลวันคริสตมาสเป็นครั้งแรกนั่นล่ะ

ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเปล่าที่ผู้คนที่มาเยี่ยมชมในพิพิธภัณฑ์นั้นต่างสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ฉันได้รู้จักเพื่อนใหม่ชาวเกาหลี 2-3 คน พวกเขาบอกว่าหน้าตาฉันไม่เหมือนคนไทย ซึ่ง ณ วันนี้ฉันก็เห็นด้วย ยิ่งเมื่อมาอยู่ปะปนกับคนเกาหลีแล้ว คำว่าดูกลมกลืนคงจะไม่ขัดกับความเป็นจริงในขณะนี้เท่าไหร่นัก ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปกับเพื่อนใหม่ของฉัน หนึ่งในนั้นบอกว่าเคยมาเมืองไทยแล้วชอบมาก ฉันดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นจนเกือบจะเชื้อเชิญเขาว่าถ้าหากมาเมืองไทยอีกครั้งก็สามารถมาพักกับฉันได้ ถ้าไม่ติดว่าช่วงหลังๆ นี้ฉันเป็นคนคิดมาก และมักจะเป็นห่วงในความปลอดภัยของตัวเองจนเกินเหตุ

เมื่อเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ ภาพและบรรยากาศที่เห็นนั้นชวนให้เกิดความรู้สึกดื่มด่ำ ฉันอดคิดไม่ได้เกี่ยวกับอดีตของตัวเอง แล้วความกลัวก็วิ่งเร็วปรี๊ดเข้ามาจับใจฉัน แล้วจะยังไงต่อนะ นั้นเป็นสิ่งที่ฉันคิด เหตุผลที่ฉันมาที่นี่นั้นไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยวแล้วก็กลับไปบอกเล่าว่าเกาหลีนั้นเป็นอย่างไรในสายฉัน แต่เพราะการเจรจาทางธุรกิจ และการสร้างความเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกันต่างหาก คือความหมายที่ฉันตามเฝ้าหา

นี่ก็บ่ายมากแล้ว ถึงเวลาที่ฉันจะต้องพบกับว่าที่เพื่อนสนิทคนใหม่ชาวเกาหลีซักที เขามาแล้วโน่นไง กับเสื้อคลุมสีกรมท่าที่ดูภูมิฐานของเขา ยิ่งคิดยิ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าเราเจอกันที่ร้านอาหารตามหลืบซอยแห่งหนึ่งในโซล วันนี้เขาพาเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจมาด้วย

หัวข้อพูดคุยในการจิบน้ำชาย่ามบ่ายวันนี้ มีตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระจวบจนกระทั่งเศรษฐกิจมหภาค เพื่อนของเขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีประหนึ่งเจ้าของภาษาและเป็นคนกว้างขวาง ดูเป็นมีความคิดความอ่านคนหนึ่งในเกาหลี สัญชาติญาณของฉันบอกอย่างนั้น นานมาแล้วที่ฉันเองก็คอยแต่อิจฉาบุคคลที่มีชีวิตที่ดีมีคุณภาพ ได้ทำงานที่รัก และเป็นตัวของตัวเองโดยได้แต่สงสัยว่าพวกเขาผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้างนะกว่าจะเป็นที่ยอบรับและนิยมชมชอบมากมายขนาดนี้ เราร่ำลากันเมื่อพลบค่ำ เขาบอกว่าท้ายที่สุดแล้วคนเราก็แค่นี้แหละ แต่ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่

ฉันเปิดโน๊ตบุ๊คบนโต๊ะไม้เล็กๆ ด้านข้างมีชาร้อนซึ่งคุณป้านำเข้ามาวางไว้ให้ คุณป้าบอกผิวฉันแห้งมาก ยิ่งอากาศหนาวก็ยิ่งแห้ง และพูดถึงน้ำมันอะไรซักอย่างซึ่งเป็นของพื้นบ้านของเกาหลีแต่ฉันก็ไม่ใคร่จะสนใจนัก ฉันเห็นยอดขายของสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ในประเทศของฉันกระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันเป็นความฝันของฉันเมื่อหลายปีก่อนเลยทีเดียว ฉันค่อยๆ จิบชาแล้วไล่ดูว่าวันนี้มีคนพูดคุยถึงสินค้าและบริการของเราอย่างไรบ้าง ต้องขอบคุณธุรกิจนี้ เพราะถือเป็นธุรกิจพื้นฐานที่ทำให้ฉันมีเวลาได้ตามหาสิ่งสำคัญ และมาอยู่ในจุดนี้ได้

มีคนเคยบอกไว้ว่า เราต้องเล่นเกมส์ที่มันใหญ่กว่านี้ และฉันก็เห็นด้วย ในวันที่ฉันยังเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงการรับผิดชอบชีวิตตัวเองและประคับประคองมันไปข้างหน้า ฉันรู้เพียงว่าความสามารถทางภาษาคือกุญแจสำคัญในการเปิดโลกทัศน์ และฉันก็ทำมันได้สำเร็จ นี่ก็ดึกมากแล้ว กลิ่นของเทียนหอมระเหยที่ฉันนำมาด้วยจากเมืองไทยช่วยให้ฉันผ่อนคลายในเวลาอย่างนี้เสมอ ฉันหยิบที่ปิดตาเจลใสสีฟ้าที่ซื้อมาจากจังหวัดคังวอนโด ปิดตาแล้วนอนหลับไปข้างๆ เหล่าเอกสารที่ยังอ่านไม่เสร็จ