หมวดหมู่

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ฝึกไม่ให้คิด คิดว่าดีเลยอยากแนะนำ ^^

ฝึกไม่ให้คิด เป็นหนังสือที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ธรรมะที่ได้มาแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่เข้าใจว่าหัวใจเพรียกหามานานเลยได้ครอบครอบ 

เราคิดว่าด้วยตัวรูปเล่มที่ไม่หนาไม่บาง กระทัดรัด และหน้าปกที่มีชื่อผู้เขียนเป็นพระชาวญี่ปุ่นให้อารมณ์หนังสือธรรมะแนวเซนเลยเป็นหนังสือที่เราอ่านแล้วไม่รู้สึกต่อต้านเหมือนหนังสือแนวธรรมะแบบคร่ำครึสมัยก่อน และที่ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นหนังสือที่ไม่เรียกร้อง ไม่ท้าทาย ไม่ Convinceอะไรเลย



ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ เรายอมรับว่าเราเป็นคนหนึ่งที่สมองจะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา เรียกอีกอย่างว่าความฟุ้งซ่านก็ได้ ซึ่งในหลายๆครั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีซักเท่าไหร่นัก เพราะมันคือการตกอยู่ในห้วงความคิดที่ไม่รู้จบ หรือในขณะที่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ใจก็มักจะไปคิดถึงสิ่งอื่น สิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แน่นอนว่าถ้ามีวิธีขัดเกลาให้ตัวเองมีสมาธิมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่อยากจะทำให้ได้

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ เราแทบจะไม่อยากจะยอมรับเลยว่าเบื้องหลังพฤติกรรมที่เรียกว่าการฟุ้งซ่านนั้นไม่ได้มาจากการไม่รู้จักใช้ความยับยั้งชั่งใจทางความคิดเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึง Lifestyle ต่างๆเช่นการใช้คำพูด ละครที่ดู อาหารที่ทาน การเลือกเสพอะไรบางอย่างนั้นมีส่วนอย่างมากที่สนับสนุนให้เราฟุ้งซ่านและทุกข์ไปมากกว่าเดิม หรือในทางกลับกันการ "ไม่ทำ" อะไรบางอย่างก็สามารถลดภาวะอาการฟุ้งซ่านลงได้ง่ายๆ 

นอกจากนี้เคยมีคนบอกว่าหลักธรรมะเป็นสิ่งสากล อยูเหนือกาลเวลานั้นเห็นจะจริง เพราะมีบางเนื้อหาที่สามารถตรวจสอบแรงกระตุ้นที่แท้จริงของพฤติกรรมการเขียน Blog และการใช้ Social media ของผู้คนในยุคปัจจุปันได้ว่าลึกๆแล้วมันมีนัยยะซ่อนเร้นอย่างไรบ้างในแบบที่ผู้ใช้เช่นเราบางทีไม่รู้ตัวและคาดไม่ถึง(พอรู้ทัน พฤติกรรมก็เปลี่ยน) ทีนี้เมื่อเราพอเข้าใจแล้ว เราจะใช้หลักการธรรมมะมารับกับความขาดๆเกินๆ บวมๆ ของมันได้อย่างไร

ข้อยกตัวอย่างหลักธรรมมะข้อหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่เราชอบมากๆ เพราะเห็นว่าเริ่มทำได้ง่ายจากสิ่งใกล้ๆตัว 

หลักธรรมมะที่ว่านั่นก็คือ "การละทิ้ง" ค่ะ

 

เริ่มต้นง่ายๆจากการถอดสายที่ใช้ต่อกับคอมพิวเตอร์ เช่นสายโมเด็ม สาย Usb สายแบตเตอรี่ในเวลาที่ไม่ได้ใช้

ในหนังสือเขียนว่ามันอาจจะดูเหมือนต้องเพิ่มภาระ ต้องคอยมานั่งเก็บ แต่การถอดสายออกในขณะที่ไม่ได้ใช้จะทำให้เริ่มรู้สึกถึงช่องว่างของการที่ไม่ได้พร้อมนำตัวเองเข้าเชื่อมต่อกับ Internet อยู่ตลอดเวลา 

เพราะถ้าจะใช้ Internet ก็จะต้องเดินไปเสียบปลั๊ก หรือต่อสายก่อน ตรงนี้จะเริ่มเป็นการฝึกการยับยั้งชั่งใจที่ต้องการจะ Consume ข้อมูลหรือข้าวของในทันทีที่ต้องการ เกิดเสี้ยวนาทีเล็กๆแห่งการทำความคุ้ยเคยกับการรอคอยบ้าง  

ซึ่งหลักการนี้ก็คือๆกันกับแนวคิด Less is more เช่นการเก็บของในบ้านที่เราไม่ได้กลับมาใช้อีกเลยในรอบได้ 36 เดือนหรือ 2 ปี 


เราเชื่อว่าทุกคนคงเคยเก็บข้าวของที่คิดว่าเดี้ยวจะกลับมาใช้ แล้วก็จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหนแล้ว หรือพอมาเห็นอีกทีก็ "โอ้เราเคยมีเจ้าสิ่งนี้ด้วยเหรอ" โดยเราจะนำสิ่งของเหล่านี้ไปทิ้งไปหรือจะบริจาคก็ยังได้ ยกเว้นก็เพียงแต่เอกสารสำคัญต่างๆ การกระทำนี้ยังสะท้อนให้เราเห็นว่าในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เราใช้เงินไปกับอะไรที่เอาเข้าจริงๆแล้วก็อาจจะไม่จำเป็นกับชีวิตเท่าไหร่ ทำให้เรารู้จักเลือก และครอบครองของเท่าที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น

เราเองก็ยังลองทำตามได้ไม่นาน โดยวาดหวังผลเลิศในอนาคตว่ามันจะนำมาซึ่งความทุกข์ที่ลดลง และจิตใจที่ไม่อ่อนไหวไปกับการได้ครอบครองหรือสูญเสีย แน่นอนว่ารวมไปถึงสิ่งเร้ารอบๆข้างด้วย เช่นผู้คนหรือสถานการณ์ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แต่ก็เห็นผลพลอยได้จากการะฝึกการกระทำครั้งนี้ นั่นก็คือตอนนี้ตอนนี้โต๊ะทำงานเราเป็นระเบียบมากขึ้น จากเดิมที่เคยเข้าใจว่าเป็นระเบียบอยู่แล้ว ซึ่งเอาจริงๆก็อาจไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่นัก(เราพยายามจัดโต๊ะทำงานอยู่เสมอเพราะเชื่อว่าการมองเห็นเชื่อมกับการจัดการความคิด ถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อะไรๆก็ดูเข้าที่เข้าทาง เราก็มีแนวโน้มในการใช้ศักยภาพของความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่น จะทำงานมีประสิทธิผลมากกว่าคนที่ไม่ค่อยเก็บโต๊ะทำงานค่ะ) 

ขอบคุณภาพจาก Blog: zoeathome.com

อ่านเรื่องราวของ Clear your desk: Clear your mind! จาก Zoe ได้ที่นี่ค่ะ ^^

ตอนนี้แม้แต่ดินสอปากกาที่ไม่ได้ใช้แล้วก็จะเก็บไว้ในลิ้นชักทันทีไม่วางไว้ให้เห็น เรียกว่า "ละ" อะไรได้ก็ไม่รีรอที่จะหยิบจับออกไป โดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆก่อน

อีกจุดหนึ่งที่ชอบเป็นพิเศษในการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือตอนท้ายๆเล่มจะมีการรวบรวมเทคนิคหรือข้อธรรมมะต่างๆที่นำไปใช้ฝึกได้โดยแบ่งตามตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตใจ ว่าเราสามารถพลิกไปฝึกได้ที่หน้าไหนบ้าง เพราะแรงกระตุ้นที่ทำให้เราควบคุมความคิดไม่ได้จนเป็นโทษนั้นมาจากประสาทสัมผัสเหล่านี้นั่นเองค่ะ ^^
 


เนื้อหาในบทหลังๆจะเริ่มเข้มข้นขึ้น ลุ่มลึก แยบคาย อีกทั้งนั้นยังมีอะไรมากกว่าที่เราแชร์ไว้อีกมาก เชื่อว่าในยุคที่ทุกอย่างดูรีบเร่ง และคนเราสุข ทุกข์ เศร้า โลดแล่นไปกับการไม่สามารถควบคุมความคิดได้นั้น การมีความสามารถที่จะประนีประนอมกับตัวความคิด และรู้ทันว่าอะไรสามารถกระตุ้นให้เราใช้ความคิดทำลายตัวเองจะมีประโยนช์ และตอบโจทย์คนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการอยากแบ่งปันในครั้งนี้ค่ะ

จนกว่าจะพบกันใหม่ :)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น