หมวดหมู่

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เที่ยวย่างกุ้งสไตล์คุณหนู ไปแบบไม่คาดหวัง แล้วเมืองทั้งเมืองก็เผยเสน่ห์ของมันออกมา ตอนที่ 2

The Meuse เป็นร้านอาหารเก๋ๆอีกร้านที่มะพาเรามาทานในค่ำคืนก่อนวันปีใหม่ค่ะ บรรยากาศช่วงหัวค่ำที่เราไปนั้นค่อนข้างเงียบ พวกเราเลือกนั่งด้านนอกของร้านรับลมค่ะ มะไม่ได้ Present เกี่ยวกับร้านนี้ให้ฟังมากมาย ประหนึ่งว่าพามาฝากท้องก่อนไปชมเจดีย์ชเวดากองมากกว่า


อย่างไรก็ตาม เรามีความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวพันธ์ข้าวมาฝากกันค่ะ เพราะเราสังเกตเห็นว่าข้าวผัดแบบพม่าที่มาเสิร์ฟนั้นเม็ดดูเรียวยาว แล้วก็น่ากินเป็นพิเศษ มองตะละห้อยอยู่นามเนื่องจากไม่ใช่จานของตัวเองจนเจ้าของออร์เดอร์ต้องเชื้อเชิญให้ลองชิม เหมือนดังที่ดาดคิดคือมันอร่อยมาก


พอดีว่าไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่หน้าตาของข้าวจะคล้ายๆแบบในรูปนี้ค่ะ 

ได้ความมาว่าข้าวที่เราเคี้ยวตุ่ยๆอยู่ในปากนั้นมีชื่อเรียกว่าข้าว เป่า ซัน มุย ค่ะ รู้สึกว่าได้รับรางวัลข้อวที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2012 ด้วยค่ะ ลักษณะพิเศษของเค้าก็คือเมล็ดข้าวในขณะที่ดิบจะค่อนข้างเล็ก แต่พอหุงออกมาแล้วเมล็ดข้าวจะพอง ยาว ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก 
ส่วนเมนูอื่นๆของ The Meuse รสชาติใช้ได้ค่ะ อย่างเมนูนี้จะเป็นออร์เดริฟ์ เป็นขนมปังกระเทียม เสิร์ฟมาพร้อมมะเขือเทศหั่นชิ้นเล็กๆ รสชาตเผ็ดนิดหนึ่ง ออกแนวน้ำพริกอ่องบ้านเราค่ะ


และแล้วก็มาสู่ Moment ที่สุด Peak ของคำคืนวันที่ 31 ธ.ค. 13 กับพระมหาเจดีย์ชเวดากองอันศักสิทธิ์


วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เที่ยวย่างกุ้งสไตล์คุณหนู ไปแบบไม่คาดหวัง แล้วเมืองทั้งเมืองก็เผยเสน่ห์ของมันออกมา ตอนที่ 1

เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ไปประเทศพม่าเป็นครั้งแรก เราไปเมืองหลวงเก่าอย่างย่างกุ้ง(อันที่จริงต้องออกเสียงว่ายานกอนค่ะ ถ้าพูดว่าย่างกุ้งคนพม่างงค่ะ) ซึ่งเบื้องหลังการเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเฉพาะเจาะจงว่าอยากไปดู ไปเห็นอะไรเป็นพิเศษที่นั่นรู้เพียงแค่ว่าอยากออกเดินทางไปในสถานที่ที่มีความเป็น Slow life และยังคงความเป็น Ancient อยู่ แต่ก็ไม่กันดานจนเกินไปนัก

  
ประจวบกับการที่ได้รู้จักพี่สาวที่น่ารักคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่ยานกอน ช่วงปีใหม่พี่สาวพอมีเวลา
เลยอาสาเป็นไกด์จำเป็น พาเราไปเปิดหูเปิดตาให้รู้จักกับเมืองหลวงเก่าหมาดๆแห่งนี้ และเนื่องด้วยพี่สาวมีความเป็นคนเมืองสูง ใช้ชีวิตแบบมีรสนิยม การที่ได้ไปไหนมาไหนในยานกอนตาม Life style ของพี่สาวด้วยกันช่วงหนึ่งนั้น ทำให้เราได้รู้จักกับยานกอนในมิติที่ต่างออกไปจากที่เคยได้ยินมา



หลังออกจากสนามบิน สถานที่แห่งแรกที่เราไปคือ Market Place ค่ะ พี่สาว(ซึ่งต่อจากนี้จะขอเรียกว่ามะ คำว่า "มะ" ภาษาพม่าแปลว่าพี่สาวค่ะ) พาเราไปทานอาหารจีนที่นี่ ร้านอาหารจีนชื่อว่า Dynasty Bistro พึ่งทราบชื่อเต็มๆจากลองการ Search Google เมื่อสักครู่นี้

ร้าน Dynasty Bistro นั้นเป็นร้านอาหารจีนที่มีเจ้าของเป็นคนไทยซึ่งประกอปธุรกิจร้านอาหารในพม่ามานาน เรียกได้ว่ามีเส้นสาย วันที่เราไปโชคดีได้เห็นเจ้าของร้านแว๊บๆด้วยค่ะ อารมณ์ประมาณคุณป้าหญิงเจ้าของร้านอาหารบ้านหญิงเลย เชื่อว่าหลายๆคนที่รู้จักป้าหญิงคงนึกภาพตามออกเนอะ


 
ออกตัวก่อนว่าเราเป็นคนไม่ค่อยถ่ายรูปอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอป หรือ Up รูปอาหารบนโต๊ะ เพราะมีเป้าหมายว่าอยากเป็นมังสวิรัติให้ได้ในซักวัน(ปัจจุปันยังทานอาหารตามปกติ) เพราะฉะนั้นต้องขออภัยด้วยที่รูปใน Trip นี้อาจจะมีรูปอาหารการกินแบบที่ไม่ค่อยจะจัดเต็มเท่าไหร่นักนะคะ

มะเล่าให้ฟังว่าส่วนใหญ่แล้วลูกค้าที่นี่จะมี 2 ประเภท คือ 1 ชาวพม่าที่มีอันจะกิน 2 ชาวต่างชาติที่ประกอปธุรกิจและพำนักอยู่ในพม่า ซึ่งพิกัดที่ตั้งของ Market Place แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนน Inya Road ถือว่าเป็นย่านที่ไฮโซของยานกอน เปรียบเที่ยบได้กับทองหล่อบ้านเรา

เราถามมะว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นชาวพม่าบ้าง เพราะชาวพม่าเองก็มีหลายชนเผ่า และหน้าตาก็หลากหลายเหลือเกิน มะบอกว่าถ้าเป็นชาวพม่าจะสังเกตได้ชัดคือเค้าจะไม่นุ่งสั้น จะไม่ใส่กางเกงขาสั้นเด็ดขาด ถ้าใส่กางเกงก็จะต้องใส่ขายาว

การใส่กางเกงขาสั้น หรือกางเกงยีนส์ขายาวแต่ขาดๆตามแฟชั่นจะตกเป็นเป้าสายตาของที่นี่มาก
เพราะว่าไม่มีใครใส่เลย(ซึ่งดูแล้วเป็นเรื่องจริง) และหนุ่มสาวไฮโซชาวพม่านั้นนิยมทำสีผมกันมากโดยที่อาจจะไม่ได้แคร์นักว่าจะต้องเป็นสีที่กำลังอินเทรนด์อยู่หรือไม่ คือขอให้ได้ทำเถอะ

ระหว่างที่มะเล่าให้ฟังอยู่นี้ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับเพื่อนๆ ที่สะดุดตาคือผู้หญิงคนนี้แต่งตัวนุ่งผ้าถุงแนวพื้นเมืองแบบชาวพม่า แต่ดูฮารูฮารากว่ามากด้วยลูกปัดวิ๊งวั๊บ ทำสีผมสีแดงแบบ Dip Dry Hair ครึ่งหัว และชายหนุ่มที่มะบอกว่าดูแล้วเป็นคนขับรถชัวร์ ถือกระเป๋า Chanel รุ่นล่าสุด(มะบอกมา) ตามเข้ามาในร้าน เดินตรงไปนั่งที่ตรงโต๊ะริมกระจกซึ่งตอนแรกมะก็จะพาเราไปนั่งตรงนั้นเหมือนกัน แต่บริกรของร้านบอกว่าโต๊ะตัวนั้นได้ถูกจองไว้แล้ว



ด้านบนของ Market Place ก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ตดีๆนี่เองค่ะ แต่ซุปเปอร์มาร์เก็ตของพม่านั้นไม่สามารถถ่ายรูปได้ ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะอะไร มะเล่าให้ฟังว่าตอนมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆก็มีการแชะภาพจะ Up ลง IG ปรากฏว่าแค่แชะเดียวเท่านั้นแหละ เหล่าพนักงานซุปเปอร์มาร์เก็ตก็วิ่งเข้ามากัน พูดอะไรด้วยก็ไม่รู้ เสียงดังกันใหญ่เลย มะก็เลยเข้าใจว่า อ้อ ถ่ายไม่ได้..

บรรยากาศในซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ก็เหมือนๆบ้านเราค่ะ แต่พวกผลไม้ที่ขายในนี้เช่นแอปเปิ้ลจะดูสด และผลใหญ่มาก ตามชั้นวางสินค้าจะมีขายพวกของฝากยอดนิยมของพม่าเช่นชา หรือน้ำผึ้งสด(แพ็กเกจจิ้งน่ารักด้วยนะ) ที่พอคิดเป็นเงินไทยแล้วราคาถูกมากๆ ตกอยู่ที่ราคาประมาณ 30 บาทต่อชิ้นเท่านั้นเองค่ะ

อ้อที่นี่สามารถแลกเงินได้ด้วยนะคะ เคาเตอร์แลกเงินจะอยู่เยื้องๆร้าน Etude House ของที่นี่
ชั้นเดียวกับซุปเปอร์มาร์เก็ตค่ะ ^^

มะบอกว่า Etude ที่นี่ถูก ซึ่งเบื้องต้นเลยส่วนตัวเราก็เฉยๆนะคะ ก็มีการทำสีหน้า "ว้าวเหรอคะ" เอาใจมะนิดหนึ่ง 55 เพราะว่าด้วยอาชีพแล้ว เราจะคลุกคลีอยู่ในแวดวง Skin care กับเครื่องสำอางมาพอสมควร ของพวกนี้ที่มีอยู่ในกรุก็เยอะอยู่(อันที่จริงต้องบอกว่ามีเป็นโกดัง)
เรามักจะได้สินค้าเหล่านี้มาในราคาต้นทุนเสมอ เพราะฉะนั้นเลยไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับเครื่องสำอางราคาน่ารักเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม วันนั้นเราจำเป็นต้องซื้อครีมทาหน้าพอดี เพราะว่าไม่ได้นำติดตัวไปด้วย มะก็พามาปล่อยไว้ที่หน้า Etude House แห่งนี้ค่ะ



แอบถ่ายมาจนได้..

จะเห็นว่ามี Head and shoulder แพ็คเกจแบบที่ขายในไทยด้วย ซึ่งนอกจากแชมพูแล้วเราก็เห็นหลายอย่าง หลายแบรนด์อยู่ค่ะ เช่นพอนด์ โอเลย์ การ์นิเย่ ทั้งหมดเป็นฉลากไทย

BA ของ Etude House ชาวพม่าที่นี่น่ารัก สามารถพูดภาษาอังกฤษแนะนำสินค้าได้เป็นอย่างดี
สังเกตว่าตอนที่เราเดินดูสินค้าเค้าก็จะมีการเดินตาม เข้าใจว่าอาจถูกเทรนมาแบบนี้ ส่วนตัวเราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร

จุดที่ชอบ(ส่วนตัว) ก็คือ BA ที่นี่ก็แต่งหน้าตัวเอง สไตล์เกาหลีได้ล้ำมาก เลือกสีอายแชร์โดว์ สีลิปสติกแต่งแต้มได้ถึงอารมณ์เกาหลีจริงๆ BA บางคนทาตาสีฟ้าอ่อน สีเขียวพาสเทล ทาปากสีส้มนีออนและที่สำคัญ BA ทุกคนหน้าเนียนมาก ที่นี้ทุกคนจะมีโครงหน้าไปทางพม่าหมดเลย
คือหน้าไม่ได้เรียว ผิวก็จะออกสีแทน สีน้ำผึ้ง พอแต่งหน้าแนวเกาหลีออกมาแล้วก็ถือเป็นความงามที่สวยแปกตาไปอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับเรา

ก็อุดหนุนเค้าไปด้วยความเต็มใจ ^^ ถามว่าราคาถูกแค่ไหน ก็ถูกกว่าเคาเตอร์ในไทย 50%-70% ได้ ราคาพอๆกับร้าน Pre-oder ในไทย หรือไม่ก็ตามที่ขายใน Lazada ค่ะ

หลังจากพักผ่อนกันตามอัธยาศัยแล้ว เราก็ออกมาเดินเล่นตอนหัวค่ำกันที่ห้าง Junction Square ค่ะ มะบอกเล่าให้ฟังตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างของชาวพื้นเมืองที่นี่ต่อๆกันมาว่าห้างนี้ถือได้ว่าคือห้างที่ใหญ่ และทันสมัยที่สุดในพม่าเลยก็ว่าได้ ก็ถ้าจะเว่ากันตามตรงแล้ว จากมุมมองของเรา บรรยากาศก็ประมาณเซ็นทรัลขอนแก่นได้ค่ะ เพราะฉะนั้นเราเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา

แต่ที่ Proudly to present เลยก็คือร้านอาหารแนว Fast food ที่มีชื่อว่า Chic & chill by CP นี่ล่ะค่ะ อาจจะเพราะความภูมิใจส่วนตัวที่ธุรกิจของคนไทยได้เข้าไปเปิดตลาดในห้างดังที่บ้านเมืองเค้าก็ได้นะคะ เราเลยขอแวะเข้าไปลองสั่งอะไรทานเล่นดู และถ่ายภาพบรรยากาศในร้านเล็กๆน้อยๆมาให้ชมกันค่ะ



เมนูก็จะคล้ายๆร้าน Fast food ทั่วๆไปค่ะ เช่นไก่ทอด เฟรนฟราย ชีทบอล แต่ที่ชอบมากๆคือที่ Chic & chill จะมีเครื่องดื่มประเภทบลูฮาวายค่ะ ซึ่งเวลาเสิร์ฟก็จะเสิร์ฟมาพร้อมกับวุ้นมะพร้าวและผลไม้ที่หั้นชิ้นเล็กๆในแก้ว ดื่มแล้วสดชื่น อร่อยดีค่ะ หัวเราะ

และนอกจากนี้ ที่ร้านยังมีผ้าเย็นให้บริการอีกด้วยนะคะ เราว่าหาไม่ค่อยได้แล้วในบ้านเรากับร้านอาหารที่ยังมีการยื่นผ้าเย็นให้ลูกค้าได้เช็ดหน้า เช็ดมืออยู่



ผ้าเย็นจากประเทศไทยซะด้วยนะคะ ดีค่ะ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการส่งออกของบ้านเราดี ^^

และขอกระซิบเพิ่มเติมอีกว่า พนักงานร้านนี้ สูง ยาว เข่า ดี หน้าตาดีทุกคนทั้งหญิงชายค่ะ
คาดว่าคัดมาแล้วแน่นอนยกแผง!

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เพราะความจริงนั้นได้ทำลายอุดมคติไปซะป่นปี้

รู้มั้ยว่าสำหรับมนุษย์บางคนแล้ว ชีวิตนั้นถูกหล่อเลี้ยงไปด้วยจินตนาการ การได้เต้นรำกับชีวิตด้วยมายาคติอันเพริศแพร้วนั่นคือความสุขอันสูงสุด

แต่เราเคยได้ปลดเปื้องพันธนาการทางสุขนิยมที่ยึดถือโดยไม่รู้ตัว และพบว่าหัวใจเรานั้นเป็นอิสระแล้วอย่างแท้จริงครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ
ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ตรงที่เรียกว่า”อย่างแท้จริง”นี่ล่ะ เพราะบ่อยครั้งที่คนเราก็ออกจะเข้าใจไปเองว่าความสุขกับหัวใจเป็นอิสระ คือสิ่งสิ่งเดียวกัน
ทุกวันนี้คนเรามีความสุขกับเรื่องอะไรกันบ้างนะ..
♥  ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าทุกคนในครอบครัวยังอยู่ครบ ได้กลิ่นอาหารเช้า และเสียงทำกับข้าวจากห้องครัวเหมื่อนวันก่อนๆ มีความสุขจัง
  ไปโรงเรียน ได้เจอคนที่เรากำลังชอบ แค่ได้เห็นหน้าก็ใจเต้นแรง เลือดลมสูบฉีด แบบว่าหายง่วงขึ้นมาทันที โอ้ย มีความสุขจัง
♥  หลังจากที่ฝึกพูดคนเดียวมานาน ในที่สุดวันนี้ก็ Present ได้อย่างมืออาชีพแล้ว นอกจากนี้ยังกล้าสบตากับคนในห้องอีกด้วย นี่สินะผลแห่งการฝึกฝนแบบไม่ยั้ง รู้สึกภูมิใจและมีความสุขมาก
  สิวหายเกลี้ยงแล้ว หลังจากที่เฝ้ารักษาติดต่อกันมานาน ในที่สุด นี่ล่ะผิวหน้าในฝัน ความมั่นใจกลับคืนมาแบบสุดๆ ไม่ต้องใช้รองพื้น คอลซีลเลอร์ตามกลบและคอยอาศัยแสงไฟสีส้มที่ช่วงพรางผิวหน้าของเราให้ดูสุขภาพดีขึ้นอีกแล้ว มีความสุขมาก
♥  ได้ลุกให้คุณยายคนหนึ่งนั่งบนรถไฟฟ้า รู้สึกสุขใจจัง
  ลูกศิษย์ของเราตั้งใจเรียน เห็นคุณค่าสิ่่งที่เราพร่ำสอน รู้จักนำความรู้ไปใช้จนกลายเป็นความสามารถติดตัว สามารถปรับตัวและใช้ชีวิตอยู่ได้ในสังคม ในฐานนะที่เป็นผู้ให้ รู้สึกอิ่มเอมใจและมีความสุขมาก
♥  ได้ Downline คนแรกหลังจากทำตามระบบแบบที่ Upline บอก กรี้ด ดีใจจริงๆ มีความสุขสุดๆ ตอนแรกคิดว่าเราคงทำไม่ได้หรอก ธุรกิจแบบนี้
ก็ว่ากันไป..
แต่เคยสังเกตกันมั้ย ว่าพอเราเจออะไรที่ไม่เป็นเหมือนอย่างที่เราคิด ไม่มีใครในห้องฟังเรา Present เลยว่ะ ลูกศิษย์เกเรโครต สิวนี่ก็ขึ้นจัง หรือเจอเรื่องไม่คาดฝัน เจอเรื่องที่เราไม่เคยแม้แต่จะระแคะระคายว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง เช่นอยู่ๆบ้านก็ล้มละลาย โดนเลิกจ้าง สามีมีเมียน้อย แฟนของเราเป็นเกย์ ผู้หญิงคนเก่ากลับมาทวงคนรักคืน เรื่องราวเหล่านี้ก็ทำให้คนมองโลกในแง่ดีใช้ชีวิตเฮฮาพาฝันอย่างเราๆเงิบไปใช่เล่น แล้วความสุขที่ว่ามันก็มลายหายไปกับสายลม
เราเคยสุข เพราะเราชอบตัวเองเป็นหนักหนากับบทบาทของภรรยาที่รอคอยสามีกลับบ้าน เราเคยอินกับบทบาทของพนักงานที่เชื่อเหลือเกินว่าเราคือแรงขับเคลือนที่สำคัญขององกรณ์ และบริษัทต้องการเรา เรารู้สึกผูกพันธ์กันมานานกับบ้านที่เติบโตขึ้นมา และไม่คิดว่าจะมีวันที่ได้พรากจาก วันนี้ พ.ศ. นี้เมื่อ 2 เดือนก่อน เรากำลังสุขสุดๆอยู่เลยที่เขาเข้ามาในชีวิตและทำให้เราหัวใจพองโต
แต่แล้วความเป็นจริงมันก็ปรากฎเหมือนสายฟ้านรกแตกผ่าฟาดลงมาที่แสกหน้าเข้าอย่างจัง
ตรงจุดนี้เราจะไม่พูดกับถึงชะตากรรม และ How to overcome หลังความจริงเปิดเผย เป็นเรื่องที่รู้โดยทั่วกันว่าถ้าไม่มีใครในเรื่องตายไป ทุกชีวิตก็ต้องผ่านพ้นมันไปได้ในซักวัน ถึงแม้มันจะกระท่อนกระแท่นไม่ใช่เล่นเลยก็เถอะ
เมื่อถึงจังหวะหนึ่งของชีวิตแล้ว ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็เข้ามาทดแทนความจริงที่เรารับกันไม่ได้ในตอนแรก วันนี้เราพบว่ามีกิจกรรมใหม่ให้ทำตอนหัวค่ำของทุกวันแทนบทบาทภรรยาของสามีเฮงซวยนั่น เราค้นพบองกรณ์ใหม่ที่มีเพื่อนๆที่น่าสนใจ และวัฒธรรมของบริษัทแห่งใหม่ให้เรียนรู้และปรับตัว เราพบว่าตัวเองอยู่ในคอนโดแห่งใหม่ ใหญ่สู้บ้านเก่าที่เราจากมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีที่ซุกหัวนอนล่ะน่า เราไม่ต้องรอโทรศัพท์บ้าๆบอๆจากเขาถึงตี 2 ตี 3 อีกแล้ว สามารถปิดเครื่องตอนกลางคืนได้ เพราะเขาไม่เคยโทรมาอีกเลย
ก็ตอนที่นอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาได้อย่างสบายใจนั่นแหละ เราก็พึ่งมาตระหนักกันได้ว่าเราเป็นอิสระจากชีวิตในอุดมคติทั้งหลายกันทั้งปวงกันแล้ว
ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ได้จะสรุปว่าความสุขเป็นเรื่องที่ไม่สมควรหลงใหล แต่ 27 ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ถ้าคิดจะเสพสุขอย่างมืออาชีพกันแล้ว ความสุขประเภทที่ทำให้หัวใจเราได้เป็นอิสระจากบทบาทที่เราเคยขีดเส้นใต้ กำหนดมันขึ้นมาเองนั้นเป็นสุขที่ให้ความรู้สึกเบาๆเหมือนพึ่งอาบน้ำเสร็จ มันไม่ค่อยจะซับซ้อนเท่าไหร่ มีมิติของความลึกซึ้งและน่าดื่มด่ำพอๆกับความสุขแบบมายาคติที่เราโปรดปราณเป็นหนักหนา ที่สำคัญดูเหมือนมันสามารถจะทดแทนกันได้
เราพบว่าบางทีเพื่อที่จะให้เดินต่อไปได้ เราก็คงต้องยอมล่ะวางภาพฝันของตัวเองลงบ้าง การตัดสินใจชั่วคราวที่จะไม่ผูกพันธ์บทบาทของตัวเองกับสิ่งที่เป็นปัยจัยภายนอกทีเราไม่สามารถควบคุมได้เช่นผู้คน หรือสถานการณ์นั้นทำให้เราหวนกลับคืนสู่ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองอีกครั้ง และโดยที่ไม่ผ่านนิยามของใคร เพราะฉะนั้นถึงแม้วันนี้ ความจริงนั้นจะทำลายอุดมคติไปซะป่นปี้ แต่มันก็ไม่ได้ร้ายแรงไปเกินจะคนที่รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวจะเยียวยานักหรอกน่า
Be happy..