หมวดหมู่

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

Romeo & Juliet

ทำไมวรรณกรรมที่ชือว่า Romeo & Juliet ถึงได้ชื่อว่าเป็นวรรณกรรม Classic ได้รับการตีพิมพ์ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์แล้วก็ทำรายได้อย่างมากมายมหาศาล เพราะมันคือผลงานของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์เหรอ หรือเพราะมันเป็นเรื่องราวของการเสียสละเพื่อความรักอันร้อนแรงที่ดูจะอุดมคติไปหน่อยหรือเปล่า
ว่ากันแบบบ้านๆที่ไม่ได้จบทางด้านเอกวรรณคดี แต่พอจะมี Sense of art appreciation อยู่บ้าง(สมัยเรียนวิชานี้ได้ A ด้วยนะจ้ะ ทำเป็นเล่นไป) ผนวกกับเกิดมาเป็นผู้หญิงบ้านเมืองนี้ พ.ศ.นี้ และอายุก็ปูนนี้(It's the secret I never tell, xoxo) แน่นอนว่ามุมมองที่มีต่อความรักก็อาจจะไม่ได้เป็นเหมือนพระเอก นางเอกไปเสียทั้งหมด ยังไงก็ตามสำหรับภาพยนต์ Romeo & Juliet 2013 นี้ เชื่อว่าคงมีหลายเหตุผลที่ดึงดูดใจหลายๆคนอยากไปดู
1. เลยก็ต้องเป็นนักแสดงหลัก ต้องขอชม Production ที่เลือกและสามารถนำตัวนักแสดงที่การันตีได้ว่าไม่ต้องดูตัวอย่างหนังก็จะขอไปดูอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น Hailee Steinfeld, Douglas Booth, Damian Lewis, Ed Westwick
2. คอหนังแนวพีเรียดที่ชื่นชอบหนังที่สื่อถึงประวัตศาตร์(ไม่ว่าจะบิดเบือนหรือไม่ก็ตาม) ฉากงานรื่นเรื่องอันอลังการณ์งดงามตระการตา(รู้สึกจะมีอยู่ในแทบทุกเรื่อง) ภัตราภรณ์ที่อู่ฟู่ปักดิ้นไหม ความเป็นธรรมชาติ ไร้เดียงสาของตัวละครที่จะค่อยๆเผยเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเมื่อเนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้น กลิ่นอายของโบสถ์ ศิลปะ วัฒธรรม เป็นต้น
3. คู่รัก หรือคนที่ศรัทธาในความรัก ยิ่งมาฉายช่วงเทศการแบบนี้การไปดูด้วยกันยิ่งเพิ่มความฟิ่น 555
ยังไงก็ตาม หลังจากที่มีโอกาสไปดูมาในรอบสื่อมวลชน ก็ต้องขอ Thump up ROMEO & JULIET 2013 แม้ไม่เข้าใจทั้งหมดของความรักของทั้งคู่ แต่ซาบซึ้งในความเสียสละที่ทั้งสองคนมีให้กัน แม้ตลอดทั้งเรื่องจะดำเนินไปด้วยความขัดแย้งของทั้ง 2 ตระกูล แต่โรมิโอและจูเลียตก็เลือกที่จะเชื่อหัวใจของตัวเองและเลือกที่จะมองในมุมที่สวยงามซึ่งกันและกัน
เวอร์ชั่นนี้ดำเนินเรื่องไปเร็วมาก ไม่เยิ่นเย้อ ไม่แฟนตาซี แต่ก็ไม่คร่ำครึล้าสมัย Mood &Tone สวย มีชีวิตชีวามาก และเลือกนักแสดงได้เหมาะสมที่สุดโดยเฉพาะจูเลียต การปรากฏตัวทุกๆฉากนั้น ถ่ายทอดความไร้เดียงสาและบริสุทธิออกมาอย่างสัมผัสได้ นอกจากนี้ฉากต่างๆในเรื่องสะท้อนถึงความมั่งคั่ง และความเจริญในแง่ของศิลปะ ความมีรสนิยมของผู้คนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ตัวละครอีกตัวที่เราคิดว่ามีมิติและบทเด่นมากๆ และ Damian Lewis ก็เล่นได้ดีที่สุดคือบทพ่อของจูเลียต สะท้อนให้เห็นว่าในยุคนั้นว่า
ความเป็นผู้ชาย ความเป็นหัวหน้าครอบครัว = ใหญ่ที่สุดในบ้าน
ตอนอารมณ์ดี ก็ดี้ดี ลูกเมีย ลูกน้องคนในบริวารก็มีความสุข มีการหยอกล้อหอมแก้มต่อกระซิก แต่พอโกรธขึ้นมาก็แสดงความหยาบคาย ดิบเถื่อน ด่าทอคนที่ขัดกับความคิดของตัวเองได้อย่างเลือดเย็น รุนแรง ไม่เว้นแม้แต่ลูกสาวตัวเอง เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกดีที่สุดแล้ว การไม่เห็นด้วยคือการหยามเกียรติ รู้สึกเสียหน้าจนควบคุมตัวเองไม่ได้ พวกไม่เห็นด้วยคือพวกไม่มีสมอง ซึ่งในบทบาทของคนคนเดียวที่มีทั้งความรูปงามดูอบอุ่น และโมโหร้ายกราดเกรี้ยวนี้ ตีบทได้แตกกระจุยจริงๆ
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เราว่าผู้กำกับ  Carlo Carlei ฉลาดมากที่รู้ว่าคนดูยุคนี้อาจจะจะทนอะไรไม่ได้ เข้าถึงความละมุนละไมของอะไรไม่ได้ ก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีนำเสนอให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และคนจะตื่นตาตื่นใจฉากไหนบ้างก็จัดให้มันเร้าใจยิ่งขึ้น อะไรที่เยอะเกินก็ตัดออก อะไรที่ Classic ชวนฝันก็เหลือไว้แล้วใส่กลิ่นอายของตัวเองเพิ่มเข้าไปด้วย
อย่างไรก็ตาม Romeo & Juliet version 2013 ที่สร้างขึ้นตามบทประพันธ์(และแก้ไขบทสนทนาเล็กน้อย) นี้อาจจะไม่ใช่หนังที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย แต่ถ้าได้หลุดเข้าไปดูก็จะรู้ว่าตัวหนังทำออกมาได้ดีระดับหนึ่งจริงๆ และอยากให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง
ติดตามข่าวสารของหนังเรื่องอื่นๆได้ที่ค่าย Mono Film

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น