หมวดหมู่

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

Romeo & Juliet

ทำไมวรรณกรรมที่ชือว่า Romeo & Juliet ถึงได้ชื่อว่าเป็นวรรณกรรม Classic ได้รับการตีพิมพ์ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์แล้วก็ทำรายได้อย่างมากมายมหาศาล เพราะมันคือผลงานของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์เหรอ หรือเพราะมันเป็นเรื่องราวของการเสียสละเพื่อความรักอันร้อนแรงที่ดูจะอุดมคติไปหน่อยหรือเปล่า
ว่ากันแบบบ้านๆที่ไม่ได้จบทางด้านเอกวรรณคดี แต่พอจะมี Sense of art appreciation อยู่บ้าง(สมัยเรียนวิชานี้ได้ A ด้วยนะจ้ะ ทำเป็นเล่นไป) ผนวกกับเกิดมาเป็นผู้หญิงบ้านเมืองนี้ พ.ศ.นี้ และอายุก็ปูนนี้(It's the secret I never tell, xoxo) แน่นอนว่ามุมมองที่มีต่อความรักก็อาจจะไม่ได้เป็นเหมือนพระเอก นางเอกไปเสียทั้งหมด ยังไงก็ตามสำหรับภาพยนต์ Romeo & Juliet 2013 นี้ เชื่อว่าคงมีหลายเหตุผลที่ดึงดูดใจหลายๆคนอยากไปดู
1. เลยก็ต้องเป็นนักแสดงหลัก ต้องขอชม Production ที่เลือกและสามารถนำตัวนักแสดงที่การันตีได้ว่าไม่ต้องดูตัวอย่างหนังก็จะขอไปดูอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น Hailee Steinfeld, Douglas Booth, Damian Lewis, Ed Westwick
2. คอหนังแนวพีเรียดที่ชื่นชอบหนังที่สื่อถึงประวัตศาตร์(ไม่ว่าจะบิดเบือนหรือไม่ก็ตาม) ฉากงานรื่นเรื่องอันอลังการณ์งดงามตระการตา(รู้สึกจะมีอยู่ในแทบทุกเรื่อง) ภัตราภรณ์ที่อู่ฟู่ปักดิ้นไหม ความเป็นธรรมชาติ ไร้เดียงสาของตัวละครที่จะค่อยๆเผยเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเมื่อเนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้น กลิ่นอายของโบสถ์ ศิลปะ วัฒธรรม เป็นต้น
3. คู่รัก หรือคนที่ศรัทธาในความรัก ยิ่งมาฉายช่วงเทศการแบบนี้การไปดูด้วยกันยิ่งเพิ่มความฟิ่น 555
ยังไงก็ตาม หลังจากที่มีโอกาสไปดูมาในรอบสื่อมวลชน ก็ต้องขอ Thump up ROMEO & JULIET 2013 แม้ไม่เข้าใจทั้งหมดของความรักของทั้งคู่ แต่ซาบซึ้งในความเสียสละที่ทั้งสองคนมีให้กัน แม้ตลอดทั้งเรื่องจะดำเนินไปด้วยความขัดแย้งของทั้ง 2 ตระกูล แต่โรมิโอและจูเลียตก็เลือกที่จะเชื่อหัวใจของตัวเองและเลือกที่จะมองในมุมที่สวยงามซึ่งกันและกัน
เวอร์ชั่นนี้ดำเนินเรื่องไปเร็วมาก ไม่เยิ่นเย้อ ไม่แฟนตาซี แต่ก็ไม่คร่ำครึล้าสมัย Mood &Tone สวย มีชีวิตชีวามาก และเลือกนักแสดงได้เหมาะสมที่สุดโดยเฉพาะจูเลียต การปรากฏตัวทุกๆฉากนั้น ถ่ายทอดความไร้เดียงสาและบริสุทธิออกมาอย่างสัมผัสได้ นอกจากนี้ฉากต่างๆในเรื่องสะท้อนถึงความมั่งคั่ง และความเจริญในแง่ของศิลปะ ความมีรสนิยมของผู้คนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ตัวละครอีกตัวที่เราคิดว่ามีมิติและบทเด่นมากๆ และ Damian Lewis ก็เล่นได้ดีที่สุดคือบทพ่อของจูเลียต สะท้อนให้เห็นว่าในยุคนั้นว่า
ความเป็นผู้ชาย ความเป็นหัวหน้าครอบครัว = ใหญ่ที่สุดในบ้าน
ตอนอารมณ์ดี ก็ดี้ดี ลูกเมีย ลูกน้องคนในบริวารก็มีความสุข มีการหยอกล้อหอมแก้มต่อกระซิก แต่พอโกรธขึ้นมาก็แสดงความหยาบคาย ดิบเถื่อน ด่าทอคนที่ขัดกับความคิดของตัวเองได้อย่างเลือดเย็น รุนแรง ไม่เว้นแม้แต่ลูกสาวตัวเอง เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกดีที่สุดแล้ว การไม่เห็นด้วยคือการหยามเกียรติ รู้สึกเสียหน้าจนควบคุมตัวเองไม่ได้ พวกไม่เห็นด้วยคือพวกไม่มีสมอง ซึ่งในบทบาทของคนคนเดียวที่มีทั้งความรูปงามดูอบอุ่น และโมโหร้ายกราดเกรี้ยวนี้ ตีบทได้แตกกระจุยจริงๆ
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เราว่าผู้กำกับ  Carlo Carlei ฉลาดมากที่รู้ว่าคนดูยุคนี้อาจจะจะทนอะไรไม่ได้ เข้าถึงความละมุนละไมของอะไรไม่ได้ ก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีนำเสนอให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และคนจะตื่นตาตื่นใจฉากไหนบ้างก็จัดให้มันเร้าใจยิ่งขึ้น อะไรที่เยอะเกินก็ตัดออก อะไรที่ Classic ชวนฝันก็เหลือไว้แล้วใส่กลิ่นอายของตัวเองเพิ่มเข้าไปด้วย
อย่างไรก็ตาม Romeo & Juliet version 2013 ที่สร้างขึ้นตามบทประพันธ์(และแก้ไขบทสนทนาเล็กน้อย) นี้อาจจะไม่ใช่หนังที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย แต่ถ้าได้หลุดเข้าไปดูก็จะรู้ว่าตัวหนังทำออกมาได้ดีระดับหนึ่งจริงๆ และอยากให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง
ติดตามข่าวสารของหนังเรื่องอื่นๆได้ที่ค่าย Mono Film

เมื่อ ฉัน ป่วย

ใช่พระพุทธเจ้าหรือเปล่าที่เคยพูดว่า "ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ"

แต่ถึงคราที่คนเราป่วยหนัก นอนไม่หลับเพราะพิษไข้ บาดแผล หรือแม้กระทั่งมะเร็ง  ยามต้องเผชิญกับความห่อเหี่ยวซบเซาของจิตใจที่พบว่าวันนี้มันช่างหมดไปอย่างไร้คุณค่าสิ้นดี มันพอจะมีแง่ดีอะไรซ่อนอยู่บ้างในภาวะสุขภาพถดถอยเช่นนี้กันบ้างนะ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว One of a Kind เคยได้รับเชื้อหวัดไอสไตน์จากอาจารย์ผู้หล่อเหล่าและเฉลียวฉลาดของเธอ ดูเหมือนเชื้อหวัดนี้จะลุกลามร่างกายไปได้รวดเร็วมาก ไม่เกิน 24 ชั่วโมงมีครบทุกอาการที่ก่อให้เกิดความรู้สึกปางตาย เจ็บปวดตามร่างกายราวกับมีวิญญาณพยาบาทมานั่งกดทับอยู่ตลอดเวลา แต่หากใครเลยที่ไม่เคยได้รับเชื้อหวัดไอสไตน์มาก่อนคงจะไม่รู้ว่า ต่อให้ร่างกายจะทรมานซักขนาดไหนก็ไม่สามารถที่จะข่มตาหลับได้ กลับมีพลังงานแฝงพิเศษอยู่มากมายผ่านความเจ็บไข้คอยแสวงหาการปลดปล่อย

ไม่แน่ว่าการลุกขึ้นมานั่งขีดเขียนอยู่ในขณะนี้ อาจจะเป็นพลังงานติดค้างที่อยากจะถ่ายทอดถึงสิ่งที่ตระหนักในได้ยามสุขภาพจะไม่ค่อยอำนวยในตอนนั้นก็เป็นได้

คงเพราะป่วยหนักอย่างทรมาน ถึงแม้จะได้รับการดูแลที่ดี มียาเม็ดมหัศจรรย์ที่ทานแล้วพอจะบรรเทาอาการลงได้ แต่ความรู้สึกเจ็บร้อนไปตามแนวกระดูกทุกครั้งที่พลิกตัวก็ยังคงแสดงออกเป็นระยะๆ การเป็นทุกข์ทางกายอย่างหนักนี้เองทำให้สมองได้เริ่มครุ่นคิดว่า ก่อนที่ความก้าวหน้าทางการแพทย์และชีววิทยาจะรู้จักเชื่อโรคอะไรต่อมิอะไรไปและมีหนทางรักษาให้หายได้ดั่งเช่นทุกวันนี้ มนุษย์ในอดีตนั้นผ่านการรับมือกับอาการป่วยไข้และความห่อเหี่ยวใจจิตใจแบบนี้มาได้ยังไงกัน นี่ยังไม่นับการฝ่าฟันทางความรู้สึกและรักษาตัวให้อยู่รอดของบรรดาเชลยสงครามที่ผอมแห้งเหลือแต่กระดูก และหมดสิ้นทุกกำลังใจใดใดใจจากยุคนาซีอีกนะ

คงไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ตีแผ่ทุกความคิด ความรู้สึกของเชลยในค่ายกักกัน Auswitch ยามต้องประสบพบเจอการคุกคามทุกความเป็นไท ที่มนุษย์ชาติหนึ่งจะพรากมันออกจากมนุษย์ชาติหนึ่ง ได้อย่างแท้จริงและหยังถึ่งอย่าง "Man's Search for meaning" หรือ "มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน" อีกแล้ว
IY2p35.jpg
มนุษย์ ความหมาย ค่ายกักกัน
จริงอยู่ว่าครั้งนั้นป่วยกาย แต่เป็นไปได้ไหมว่าเพราะกายนั้นเชื่อมโยงกับจิตใจ เลยทำให้ระลึกถึงการพยายามรักษาชีวิตให้อยู่รอดของเชลยสงครามในอดีต

Viktor E. Frankl ผู้ซึ่งเป็น 1 ในเชลยผู้รอดชีวิตจากค่าย Auswitch ไม่ได้นำเสนออะไรที่ดูโหดร้ายเหมือนสารคดี กลับกันกลับนำเสนอความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นของจิตใจมนุษย์

มนุษย์คนหนึ่งในอดีตคนนี้ พยายามชี้ให้เราเห็นว่าคนเรานั้นสามารถ "เลือก" ที่จะมีชีวิตอยู่ให้มีความหมายได้อย่างไรในโมงยามที่ดูเหมือนทุกสัจจะจะถูกพรากไปจนหมดสิ้น

หลายคนที่หายจากโรคร้าย เพราะเข้าถึงเวทมนต์ของสิ่งที่เรียกว่าจิตใจ

หลายครั้งที่ปาฎิหารย์เกิดขึ้น เมื่อความเชื่อกระจ่างชัดอยู่ในมโนคติ

เมื่อถึงคราวที่จำเป็นจริงๆ มนุษย์นั้นก็เปลี่ยนโลกภายในของเขาได้

ดังนั้นถ้าหากจะมีข้อดีที่ซุกซ่อนอยู่บ้างจากภาวะเจ็บป่วย สิ่งนั่นคือมุมมองอันน่าครั้นคร้ามต่อความเข้มแข็งอดทนของจิตใจและร่างกายมนุษย์ การมองย้อนกลับไปว่าเรามนุษย์เรานั้นแกร่งและผ่านเรื่องราวอะไรต่อมิอะไรไม่รู้มาได้อย่างมากมาย เราพยายามที่รักษาลมหายใจ เยียวยาร่างกาย ปลอบประโลมจิตใจ อ้อนวอนจิตวิญญาณให้ช่วยปราณีในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เราพยายามจะผสานตัวเองเข้ากับปัจจุปัน พยายามมองให้เห็นถึงความสวยงามของตัวชีวิต พยายามหาความหมายที่แฝงอยู่เท่าที่ความเข้าใจและสติปัญญาของเราจะเข้าถึงนั่นเอง

ใช่  Christopher Robin หรือเปล่านะ ที่กล่าวกับ Winnie the Pooh ว่า "You're Braver Than You Believe."

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

ตามรอย Holistic ติ๊กต่อกๆ

สองมือล้างกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้าร้านหนังสือ Kinokuniya สาขา Siam Paragon ที่นี่แหละใช่เลยสำหรับเรา

อาจจะเป็นการนอกเรื่องไปนิด แต่อยากรู้ว่ามีใครเป็นแบบนี้เหมือนกันบ้างมั้ย ทุกครั้งที่เราเดินเข้าร้านหนังสือที่ว่านี้ หัวใจเราจะรู้สึกพองโตอย่างประหลาด ดั่งเด็กน้อยที่เต็มใจหลงเข้าไปในสวนสนุกก็ไม่ปาน อาจจะเป็นด้วยบรรยากาศ ความกว้างขวางโค้งมนของพื้นที่ โทนแสงอันอบอุ่นของร้าน และหน้าปก Graphic สวยๆ รวมไปถึงกลิ่นกระดาษของหนังสือจากแต่ล่ะสำนักพิมพ์ล้วนคือสิ่งที่ยั่วยวนใจ!


295841547194868.jpg

Love ปกหนังสือเล่มนี้มาก

กลับมาที่ประเด็นของเรื่องกันต่อดีกว่า เขาว่ากันว่า " There is a will, there is a way. " และมันย่อมเป็นเช่นนั้นเสมอ เราเจอหนังสือเล่มหนึ่ง หลังจากกวาดสายตาอ่านดูคร่าวๆแล้ว รู้สึกได้เลยว่าหนังสือตอบโจทย์เราได้ค่อนข้างตรงมากๆ นั่นก็คือ ต้องการความรู้เรื่องของสิว สิ่งที่พิเศษของหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่ถูกเขียนขึ้นมาจากผู้มีประสบการณ์เป็นสิวเรื้อรังโดยตรงที่เป็นมาหลายสิบปีดีดัก และไม่หายขาดไม่ว่าจะไปหาหมอสิวซักกี่แห่งหน เพราะฉะนั้นมุมมองที่ถูกถ่ายทอดจากหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ใช่แนว How to ตื้นเขิน ทำนองว่าวิธีดูแลผิวให้สะอาด หรือแนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันและรักษาสิว แต่มันได้มีการขุดขุ้ยไปมากกว่านั่น ว่าเพราะอะไร ? ทำไม ? สิวจึงเกิดขึ้น และไม่หายขาดสำหรับบางคน จะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ แนวทางของหนังสือเล่มนี้ได้สืบสาวไปถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนยุคปัจจุปัน ที่มีความข้องเกี่ยวกับสาเหตุแห่งการเกิดสิวรวมไปถึงปัญหาสุขภาพ 108 ประการที่ตามมา

ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งรู้สึกว่าถูกจริตกับตัวเองอย่างบอกไม่ถูก ลืมไปเลยว่าตัวเองกำลังทุกข์เพราะเป็นสิว มัวแต่ครุ่นคิดอยู่กับประเด็ดทางชีววิทยาและเคมีในร่างกายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ขอยกเพียงหนึ่งตัวอย่างง่ายๆ แต่ครอบจักรวาลจากหนังสือเล่มนี้ นั่นก็คือแนวคิดที่ว่า " You are what you eat. " สำหรับเรา เรื่องนี้มองได้ 2 มุม มุมแรกนั้นแน่นอนว่าเราบริโภคอะไรเข้าไป ร่างกายและสุขภาพของเราก็เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วนที่เกิดจากการทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายในแต่ล่ะวัน หรือบางคนเป็น Alcoholism อย่างเรื้อรัง เพราะดื่มมากเกินไป ทำให้มีผลเสียต่อระบบประสาทของร่างกายอย่างช่วยไม่ได้ ส่วนอีกแง่มุมหนึ่งนั้นเปรียบได้กับการหว่าน เราจะเป็นใคร มีชีวิตอย่างไร ขึ้นอยู่กับเราหว่านอะไรในพื้นที่แห่งการเจริญเติบโตของเรา ส่วนตัวแล้ว เรามองว่าการหว่านนั้นเปรียบได้กับการใช้เวลา วันนี้เรามีชีวิตอย่างไร แสดงออกถึงอะไร ล้วนแล้วแต่เป็นผลจากพฤติกรรมในอดีต นี่ไม่ได้แตะเรื่องบาปบุญคุณโทษใดๆทั้งสิ้นนะ เพื่ยงแต่สังเกตตามที่มันควรจะเป็นก็เท่านั้น มันมีคำถามประเภทที่ว่า วันนี้ตัวเราสุขสบาย หรือทุกข์ยาก มี Connetion ที่ดีและแน่นแฟ้น หรือไม่รู้จักใครเลยที่พอจะทำให้ชิวิตเราเจริญขึ้นได้ เราเชื่อว่านั่นคือผลสืบเนื่อง ของการใช้เวลาก่อนหน้านั้นทั้งหมด ว่าเราใช้ไปกับการ Focus เรื่องอะไร และกับใคร

เพราะฉะนั้น เมื่อข้องเกี่ยวกับเรื่องสิวๆ การวิเคราะห์ต้นต่อแห่งสิว โดยอิงจากวิถีแห่ง Holistic ในความหมายของเราก็คือ เรา Input อะไรเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะผ่านอาหารการกินตลอดจนการใช้ชีวิต Output ก็จะออกมาในทำนองเดียวกัน สำหรับในกรณีของเรา เราเชื่อว่า สิวเป็นผลของการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุลย์ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน เช่นการนอนดึก เมื่อถึงคราวหิวตอนกลางคืน ก็ไม่เคยเลยที่จะปล่อยให้ตัวเองอด เริ่มทานมื้อเช้าได้ก็หลังเที่ยง และถึงแม้ไม่ค่อยได้ทานขนมหรืออาหารขยะ แต่ก็โตมากับวัฒนธรรมการทาน Buffet ปิ้งๆย่างๆ ไม่จะค่อยมีโอกาสทานอาหารที่มีกากใยสูงคอยช่วยเรื่องการขับถ่าย ไม่มีนิสัยทานผัก และผลไม้เหมือนคนรุ่นก่อนๆ พออายุมากขึ้นทุกปีๆเข้า ประกอบกับความเครียดเล็กๆระหว่างวัน ร่างกายเลยเริ่มแสดงอาการผิดปกติบางสิ่งบางอย่างออกมาผ่าน นั่นก็คือสิวผ่านทางใบหน้านั่นเอง

สุดท้ายนี้ I'm so proudly to present หนังสือดีๆ เล่มที่ว่านี้ จากในรูปคือเล่มขวามือ ชื่อเรื่องว่า " สิว Secret " ผู้แต่งคือ คุณธัญญาภัทร์ หอมลา จากสนพ. OhmyGodBooks


891335482709109.jpg

สามารถสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ทางสำนักพิมพ์ค่ะ

The Sun and his Fair Lady.


2 years ago, I sat on the 16th floor of a high building on Sukumvit road. The 16th floor of this place is only welcome for the VIP guest and I can remember how much I was impressed when The Sun, a handsome young millionaire who is the owner of this building and and his Chevrolet Camaro Transformers Bumble Bee edition asked me to meet him at his room on 16th floor.
 
288295845966786.jpg

I strongly believe, once I used to be a young lady who is very special to him.

However, the topic that we had talked at that night was concerning nothing about love, but rather business instead.

I have to confess, no matter how much I loved this man. He is kind of benefit oriented. People who are jealous of me always siad that the main reason why he was kind to me and has some chit chat with me almost every day is because I have some tendency to make his dream come true, the business goal.

Well, how should I say it? I know that is sound and a bit glastly for me to accept that. Anyway, although we were so close and our relationship were being critized by others. I still live within my means and he never took advantage or did something bad to me in the way that those people anticipated.

"My Fair Lady, do you normally work on the day off? I heard that you are very well conected and decisive. I feel bad when I heard some one was cheating you! You are support to be a sucessful person and have a good parther. Are you interested to be my authorized dealer? I promise I will give you a good deal. It's not necessary to pay me in advance for anything too."

He bombarded with the good conditions that I cound't reject!

"One second please Sunny, let me think about it first. I'm interested in your offering. But can we slow thing down? Now I have to deal with my current project with my partners. So that can we postpone putting it in motion form tommorrow to the first of July."

I begged him.

"Sure, my Fair Lady. Being my partner, I can give you everything. You will not be in the red, go under or cut loss again. Your shop will be ahead of the pack."

That was his commitment and he was right. Since we have been joining together, I never sell our product at a loss. Moreover, some customers became our clients after trying our products. These thing made me so happy and upbeat about future prospectes for our brighter business.

According to the hierarcy of needs, Maslow's theory, this model is very good example and can explain my feeling toward my daily life nowadays. After 'The Sun Product Phenomena' I had a wonderful living for some extent. For example. using brandname bag, went to salon, traveling sometimes and had a good relationship among my friends. The advatage of being young and lovely is leading me to be a part of high profile people. I don't know why, but it's was easy for me to influence my adults to do a thing like cut a person off the project if I saw someone who is not cut out for a job without any show of hands of the majority. However, I felt empty and became the compliment addict. It was hurting me most of the time. Thank God that I'm not too stupid, those signs let me know there must be a thing that missing in my life. So I should find it to relife myself from this feeling soon.

Perhaps moving to the new lacation can be help! I had to searching for a vacancy first. Anyway, it was very difficult to find a the place for me and both 2 noisy parrots, my pet. The occupancy rate of the condominium where pet is allowed or pet friendly are far higher than the normal condominium. It occupies everywhere.

One day  while  I visited a condominium near Sartorn, I receive a post card form an oganization on the BTS. The postcard content was concern about the crowd of an orphans and refugees in Thailand. I looked at the post card clearly and was wondering why this kind of postcard can draw my attention. It was not about the poor people, but the pattern, fronts, pictures and colors of it, everything I saw were perfect. I suspected this organization must has a good graphic designer who is willing to do the best of his abilities and that is very cool for the organization to has a person like them.

Is there are related to me or not? I ask myself. To help other to get what they want could give me what I am looking for? But to be honest, I hate a hard work and to participate in somewhere that quite far away form my civil life can cause me dying. That way I can't imagin another way for helping these people that suit for me instead of donation.

Once I was a big fan of Kloset, I had a lot of Kloset Scarves. I used to buy the scarf in every season by asking Hero to queue up for me out of laziness. As Kloset scarves turns to be the legend scarf in Thai fashion society, I know that I can mark up the price form its face value, even some of mine were defected and worn off. So I decided to sell my Kloset scarves and donate the momey to an organization. My kloset scarves were sold out in 3 minutes after I posted it on siambrandname.com

Every time I log in siambrandname, I noticed that all of the hi-end items seem very easily to sell in every collection even during the economic recession. Or thing seems to fluctuate between the quality and the benefit. Last 2011. there was the big flooding in Bangkok. Someone told me that the brand manager of a hi-end brand who is very smart decided to be proactive by sending the salesman with catalog and goods to visit the client's house instead. This was his counter measure after knowing that the flood may has an effect on some locations of the department stores and the main road of Bangkok which cause the costomer to staying home due to the inconvenience of transportations.

It's kind of fun to run the business, but to build the business more sustainable is interesting and may be lot of challenges. I think I want to focus this as my next step. There for, I guess my blue days will pass away soon since I have found my new passion. My spirit always encourages me to perform better and go beyond the expectation of others. If there is the real an Alpha and Omega, it’s not too over too say that everything I am, my thoughts, my burning desires, my strengths, because I met him, The Sun who always looks so cool in his Galaxy.  

Holistic คือ ?

การแพทย์ทางเลือก ? การฝังเข็ม ? มังสวิรัติ ? ข้าวกล้อง ? Organic Foods ? นั่งสมาธิ ? Biological Clock ? Environmentally - Friendly ?

บ่อยครั้งที่ถ้อยคำเหล่านี้วนเวียนเข้ามาในชีวิตอันแสนเร่งรีบในแต่ล่ะวันของเรา อ่านมาจาก Magazine ฝรั่งบ้างล่ะ บางทีก็เห็นจากป้ายโฆษณาของคลีนิคแห่งหนึ่งใน Bangkok Multiplex ตรงเอกมัยบ้างล่ะ จะว่าไปพี่จิ๊บ อติกานต์ ก็เคยพูดถึงให้ฟังอยู่เหมือนกัน อ้อที่ชั่นใต้ดินของห้าง Paradise Park(เสรีเซ็นเตอร์เก่า) ก็มีสินค้าแนวที่ว่านี้ขายอยู่เพียบเลยนะ

แท้จริงแล้ววิถีชีวิตการดูแลตัวเองแบบองค์รวม อิงกับหลักธรรมชาติ ครอบคลุมทั้ง ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ หรือที่เรียกกันแบบเท่ห์ๆ ดูมีการศึกษาขึ้นมาหน่อยว่าแนว Holistic นั้นเริ่มสอดแทรกเข้ามาอยู่รอบๆตัวเราในยุคปัจจุปันมากขึ้น เพียงแต่ว่าอาจจะมาในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปบ้างซักเล็กน้อย

 

รูปสัดส่วนของอาหารที่สมดุลในแนว Holistic

สำหรับบางคน Holistic อาจจะเป็นแค่สิ่งที่เรียกว่า Trend บางคนอาจจะได้รับอิธิพลจากการที่เติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่รักการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ บางคนรู้จักคำๆนี้จากหน้าปกของหนังสือบน Shelf หรือบางคนอาจจะต้องมีโรคร้ายมา Say hi ก่อนถึงจะเริ่มรู้จัก และก็เป็นไปได้ว่าสำหรับบางคน ภายนอกมีทุกอย่างพร้อม แต่ภายในกลับรู้สึกว่างเปล่าจึงจะเริ่มตระหนักถึง


หนังสือเกี่ยวกับความเชื่อทางการอาหารที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ Holistic(จัดเอง)

อีกเล่มที่น่าสนใจมีโอการจะ Review ให้ดูกันค่ะ

และสำหรับเรา ค่อนข้างจะ Special Case มากๆ เพราะได้เริ่มคุ้นเคยสนิทมักจี่ใกล้ชิดกับ Mr.Holistic ผ่านสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า "สิว" นั่นเอง

152854347601532.jpg

จำความได้ว่าตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่น กระเถิบมาอีกนิดก็วัยรุ่นตอนปลาย เราแทบไม่เคยเป็นสิวเลย หน้าใสมาก ใสจนอาจารย์ประจำชั้นสมัยมัธยมยุให้ไปคัดเลือกเป็น Presenter (แต่ก็ไม่ได้ไป สมัยก่อนขี้อายมาก) คลีนิคหมอสิวที่ว่าดังๆกันก็ไม่เคยได้ย่างกรายเข้าไป เพราะไม่มีปัญหาผิวใดๆที่จะต้องรักษา ใช้ Skin Care หรือเครื่องสำอางค์แบรนด์ไหนก็ไม่เคยแพ้ นอนดึกแค่ไหนสิวก็ไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวันหนึ่งที่สิวเริ่มขึ้นมาทีละเม็ด สองเม็ด และตามมาอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งสิวเสี้ยน สิวเม็ดข้าวสาร สิวอักเสบ เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะจิตตกมากๆ มากถึงมากที่สุด เชื่อว่าคนที่ไม่เคยเป็นสิว แล้ววันหนึ่งพบว่ามีสิวขึ้นมากผิดปกติโดยที่รู้ว่าเพราะอะไร หรือเกิดจากการแพ้ครีมบำรุงผิวคงเข้าใจความรู้สึกดีของเราดี

ตอนที่ 2