หมวดหมู่

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แนะนำ Couchsurfing.com จากมุมมองของเมย์ Very Positive มากกกก

Couchsurfing.com คือเว็บไซด์ที่เรียกว่าเป็นสังคม Utopia อย่างแท้จริงสำหรับนักเดินทาง เพราะว่าคุณสามารถหาที่พักที่ต้องการไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบนไหนของโลก(เท่าที่สมาชิกในเว็บแห่งนี้อาศัยอยู่)ได้ฟรีๆจากที่นี่ได้ ซึ่งครั้งแรกที่รู้ บอกตามตรงว่าเมย์รู้สึก Wow มาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแปลกหน้าที่ใจดี Offer เปิดบ้านให้คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนได้ไปพักอาศัยด้วย ที่สำคัญยังมีอยู่เยอะมากๆจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วยแนะ ทำเป็นเล่นไป  

วิธีการใช้งานค้นหาที่พักจาก Couchsurfing ก็ง่ายๆเพียงสมัครสร้าง Profile ของเราขึ้นมา ซึ่งในการสร้าง Profile ที่ดีนั้นก็ไม่มีอะไรมากเพียงเขียนแนะนำตัวเองและแสดงทัศนคติต่างๆเกี่ยวกับมุมมองที่เรามีต่อสังคม มนุษย์ การเดินทาง จากนั้นก็เลือกสถานะว่าเรายินดีที่จะเป็น Host เปิดบ้านรับนักเดินทาง หรือว่ากำลังเป็น Surfee หรือนักเดินทางที่ต้องการ วิธีการค้นหา Host นั้นก็แสนง่าย เพียงค้นหาประเทศ แล้วดู Profile ของ Host ที่ต้องการจะพักด้วย รู้สึกสบายใจอยากพักอยู่ที่บ้านคนไหนก็ส่ง Request ไป จากนั้นก็รอคำตอบรับ(แน่นอนว่ามีทั้งตอบรับหรือบางทีก็ปฏิเสธบ้างหากช่วงนั้น Host ไม่สะดวกที่จะรับ) เตรียมตัวท่องโลกกว้างกันได้เลย 


ชม VDO แนะนำการใช้งาน Couchsurfing ได้ที่นี่


สำหรับเมย์แล้ว Couchsurfing ไม่ใช่แค่สื่อกลางแลกเปลี่ยนระหว่างเจ้าของบ้านใจดีที่ยินดีต้อนรับนักเดินทาง กับนักเดินทางผู้ที่อยากจะอาศัยอยู่กับ Local people หรือต้องการประหยัดค่าที่พัก แต่ยังเป็นจุดรวมของมิตรภาพ และความทรงจำดีๆระหว่างพวกเขาเหล่านั้นอีกด้วย มันยิ่งลึกซึ้งขึ้นก็ตรงที่ว่าบางทีพวกเขาเหล่านั้นก็อาจจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลใช้เพื่อมาเจอกันครั้งหนึ่งในชีวิต และมันก็ยิ่งพิเศษมากขึ้นไปอีก เมื่อเวลาผ่านไปแล้วกำแพงทางวัฒนธรรมก็เลือนหาย พบเพียงแต่ความสดใหม่ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง "ความเป็นคน" ด้วยกันเท่านั้น



สิ่งที่ Legolas นักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่คนนี้แชร์ให้เมย์ บางทีอาจจะทำให้เห็นภาพมากขึ้น :)

"เราอาจจะไม่สามารถเดินทางรอบโลกได้ แต่เราสามารถเปิดบ้านต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกได้"

"การเดินทางด้วยรถไฟในประเทศไทย เป็นอะไรที่ดีเลย์สุดชีวิต"

"คนไทยมีน้ำใจมาก ผมสัมผัสได้ว่าการที่คนไทยหยุดรถเพื่อให้คนได้ข้ามถนนนั้น มันเป็นการกระทำที่มาจากหัวใจจริงๆ"

"ตอนที่ติดต่อคุณไม่ได้ผมใจหายวาบ คิดอยู่ว่าถ้าอีกชั่วโมงคุณยังไม่ติดต่อมา ผมคงต้องจองโรงแรงแถวๆข้าวสารแล้วแหละ แต่ทันทีที่พนักงานร้าน Costa Coffee เดินมาถามผมว่าคุณชื่อเลโกลัสหรือเปล่า มีคนจะพูดสายด้วย นาทีนั้นผมรู้สึกว่ารอดแล้วเรา ขอบคุณที่ช่วยชีวิตผมไว้"

"ถ้าคุณอยู่เมืองจีน ต่อให้คุณซื้อบ้านได้ บ้านหลังนั้นก็จะเป็นขอคุณเพียงระยะเวลา 30 ปีเท่านั้น มันแย่มากที่ไม่สามารถเป็นมรดกให้ลูกให้หลานได้ เพราะพื้นที่ในทุกๆส่วนถือเป็นของรัฐบาล"

"ในเมืองจีน ทุกคนจะเร่งรีบตลอดเวลา ถึงแม้จะไม่ได้มีเรื่องที่จะต้องรีบไปทำจริงๆก็เถอะ เวลาคุณขับรถบนท้องถนน ถึงแม้คุณไม่ได้อยากที่จะขับรถเร็ว แต่คุณก็ต้องขับ เพราะทันทีที่คุณขับช้าลง รถคันหลังจะบีบแตรใส่รถคุณทันที"

"ทุกคนในปักกิ่ง ไม่ว่าจะเป็นภรรยาของผม เพื่อนๆที่ผมรู้จัก ทุกคนล้วนแต่เป็นลูกคนเดียว ด้วยนโยบายของรัฐบาล มีแต่บ้านที่มีเด็กแฝดเท่านั้นที่มีสามารถมีได้มากกว่า 1"

"ผมพบภรรยาครั้งแรกในห้องของสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่งตอนเราเรียนปริญญาโท เราทำโครงการสงอาจารย์ด้วยกัน"

"ขอถ่ายรูปคู่กับนกแก้วของคุณได้มั้ย"

"ทุกครั้งเวลาเดินทางช่วงวันแรกๆในสถานที่ใหม่ๆนั้นมักรู้สึกว่าเวลามันช่างเนิ่นนาน แต่พอวันหลังๆที่จะต้องจากสถานที่นั้นๆมาจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก"

"ขอบคุณ"

โดยส่วนตัวแล้ว ทุกครั้งที่ได้เป็น Host และ Surfee เปรียบเสมือนกับตอนที่เราเข้าโรงเรียนใหม่ บางทีก็โรงเรียนประจำ(ถ้าต้องใช้เวลาร่วมกันนานติดต่อกัน) ช่วงแรกเราจะมีการเขินอาย แล้วก็รู้สึกเก้ๆกังๆ จากนั้นก็จะเริ่มทำตัวไม่ถูก แต่เราก็มักจะวางตัวเฉยๆ ถ้าไม่สังเกตก็คงจะดูไม่ออก แน่นอนว่าบางครั้งกับเพื่อนใหม่(ต่างถิ่่น) นั้นก็ไม่ได้มีแต่เรื่องที่สะดวกใจ และลึกๆเราเองก็มองหาสัญญาณของการถูกยอมรับ อยากให้ผู้อื่นเห็นว่าเห็นว่าเรานั้นพึ่งพาได้ ไม่ว่าในฐานะ Host หรือเพื่อนร่วมทาง Surfee ด้วยกันก็ตาม 




อย่างเช่นจากประสบการณ์ครั้งล่าสุดที่อาศัยร่วมกับเพื่อนจาก 5 ชาติมากกว่า 1 สัปดาห์ ก็ไม่รู้ว่าทำอีท่าไหนอยู่ๆเราก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านของเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาเหล่านี้ เวลาทานอาหารเย็นกันก็จะเริ่มตักอาหารอย่างไม่เคอะเขินใดใดทั้งสิ้น ในขณะที่บางทีเราก็รู้สึกว่าเราเข้ากับพวกเขาไม่ค่อยได้เลย อยากกลับบ้านมาก แต่เราก็ต้องปรับตัว ต้องยืนหยัดหนักแน่นที่จะเรียนรู้ในความแตกต่างกันต่อไป


นอกจากนี้ ในความเป็นเพื่อน เรายังได้ค้นพบความสวยงามของกันและกัน เมย์ขอใช้โอกาสนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ เป็นดั่งเรื่องเล่านะคะ

"กาลครั้งหนึ่งนานแล้ว และความขี้เกียจก็พึ่งจางหาย มีหญิงสาวหัวรั้นคนหนึ่งที่บอกกับตนเองและผู้คนว่าเธอเป็น The citizen of the world เธอมีนิสัยรักการเดินทาง และเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า สิ่งที่เธอเก็บเกี่ยวได้ระหว่างทางจากการอาศัยกับเพื่อนใหม่ที่มาจากคนล่ะมุมโลกจากการเดินทางครั้งล่าสุดนั้น คือการได้ค้นพบว่าความปรารถนา และการแสดงออกเพื่อเฉลิมฉลองคุณค่าในชีวิตของมนุษย์เรานั้นช่างหลากหลาย สวยงาม และมอบแรงบัลดาลใจให้แก่ชีวิต

และนี่คือเรื่องราวที่ไม่ยาวมากนักของพวกเขาแต่ช่างสั่นสะเทือนหัวใจของเธอได้ยาวนานยิ่งนักจนบัดนี้

เธอได้ค้นพบว่าใครในหมู่พวกเธอบางคนนั้น ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อกอบโกยชื่อเสียงเงินทองหรือการได้มาประสบซึ่งประสบความสำเร็จตามค่านิยมของสังคม ความปรารถนาอันสูงสุดของเธอคือการที่ตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองไม่ได้อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์เดิมๆทุกวัน มันต้องใช้ความกล้าอย่างมากเลยที่จะตัดสินใจออกไปท่องโลกพร้อมสุนัข 2 ตัว ด้วยรถมอเตอร์ไซด์สีฟ้าที่มี Tic Tack พ่วงท้ายเป็นที่ซุกหัวนอน การสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาพบแสงไฟที่ส่องสว่างยามค่ำคืนในที่จอดรถของห้างวอลมาร์ตบ้าง ในเพดานแปลกถิ่นของเพื่อนใหม่แปลกหน้าบ้าง คือสิ่งยืนยันชั้นดีว่าเธอกำลังได้ใช้ชีวิตอยู่ตามความฝันของตัวเองอยูทุกวัน

ใครในพวกเธอบางคน มีความสุขเอ็นโดรฟินหลั่งยินดีปรีดาเป็นที่สุดยามได้พบเจอเพื่อนใหม่ของเธอ นาทีแรกแห่งการแรกพบพบประสบพักตร์กับใครซักคนนั้นถือช่วงวินาทีแห่งอนุสรณ์สถาน You & me ของเธอได้อุบัติขึ้นอย่างมีความหมาย คนแล้วคนเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า เธาช่างมีความสุขจริงๆกับการเลือกที่จะวางใจเพื่อนมนุษย์คนใหม่ที่ได้พบพานในทุกๆสถานการณ์ที่จะใช้เวลาด้วยกันต่อจากนี้ และ Emotional เศร้าใจถึงขีดสุดเมื่อนาทีแห่งจากลาเมื่อเวลามาถึง การกอดลาพร้อมกับการกล่าวว่า "I don't like this." ตามด้วยการทำปากขมุมขมิบ คือเครื่องหมายยืนยันความในใจได้เป็นอย่างดี จะมีใครเชื่อใจคนอื่นในโลกได้เท่ากับเธอคนนี้อีกนะ..

เธอได้พบว่าใครบางคนที่ดูไม่มีหัวคิดที่สุดในหมู่พวกเธอนั้นเป็นมังสวิรัติมาติดต่อกันหลายปี เพราะเขาตระหนักถึงผลกระทบของการเลือกเป็น 1 ในสัตว์กินเนื้อของโลกใบนี้ได้อย่างน่าชื่นชม หน้ำซ้ำเขายังเป็นคนเดียวในหมู่พวกเธอที่รู้วิธีที่อาศัยอยู่กับคนที่มีอำนาจมากกว่าได้อย่างสันติสุขจนราวกับพื้นเพเดิมของเขานั้นมาจากตะวันออกกลางไม่ใช่ดิยูนิเตดสเตดส์ออฟอเมริกา (การเกิดเป็นน้องคนเล็กของบ้านทำให้เข้ารู้ว่า การเขาหาพี่ชายที่เป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับนั้นต้องทำอย่างไร) แน่นอน เธอมองว่าการที่เขาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กว่าการเป็นน้องชายที่เคารพ และพยายามจะเข้าใจพี่ชายทุกอย่าง เป็นสิ่งทีไม่ใด้ใช้แต่เพียงพลังใจเกินวัย แต่ยังต้องอาศัยความรักทั้งมวลที่เขามีต่อพี่ชายในสถานการณ์ที่ยากลำบากด้วย

จากวันนั้นถึงวันนี้ ความขี้เกียจได้เดินทางมาเยือนอีกรอบแล้ว แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันช่างเป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน ก่อนจากลา เธอนั้นก็สงสัยว่าคนอื่นๆจะได้พบความเป็นไปในประสบการณ์ของตัวเองเช่นนี้ ผ่านการมีอยู่ของตัวเธอบ้างได้มากน้อยแค่ไหนนะ" 



Thank you for all we've shared our great days and memorieshope to see each others again in someday :)


12/11/14

แล้วลองค้นพบกับประสบการณ์ส่วนตัวของคุณจาก couchsurfing ดู :)

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แนะนำร้าน Re-born store ที่ซีคอนสแควร์ ร้านเสื้อผ้ามือ 2 ไอเดียเก๋ ด้วย Concept "เสื้อผ้าแลกเงินสด" ^^

บังเอิญได้เดินผ่านร้านเสื้อผ้ามือ 2 ที่น่าสนใจนี้เข้าค่ะ ร้านมีชื่อว่า Re-born store บริเวณชั้น 2 ฝั่งทางเข้าโซนโลตัสซีคอนสแควร์



อยู่ติดๆกับร้านฮะจิบัง ราเมน ก่อนถึงร้านหนังสือนายอินทร์ เป็นขายเสื้อผ้ามือ 2 ที่มองเผินๆก็นึกว่าร้านขายเสื้อผ้ามือ 2 ธรรมดาทั่วไป แต่ด้วยความที่เห็นกระเป๋าของแบรนด์ Kloset ขายอยู่ ก็เลยลองเดินเข้าไปดูในร้าน แล้วก็พบว่าร้านนี้แตกต่างจากร้านเสื้อผ้ามือ 2 ทั่วไป ด้วย Slogan "เสื้อผ้าแลกเงินสด" ซึ่งเขามีระบบให้ลูกค้านำเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่ไม่ใส่แล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพดี ไม่เก่า ไม่ชำรุด มาฝากขายได้ด้วย โดยพนักงานจะแนะนำการตั้งราคาที่เหมาะสม และมีการติดต่อกลับตามรอบของสินค้า เพื่อสรุปยอดว่ามีเสื้อผ้าตัวไหนของเราที่ขายได้ ไม่ได้บ้าง




ราคาช่องซ้ายคือมูลค่าเงินค่าฝากขายที่เราได้(หลังมีการซื้อขาย) 
และช่องราคาทางซ้ายคือราคาที่ทางร้านขายหน้าร้าน 
กำไรส่วนต่างของทางร้านที่จะได้นั้นมาจากตัวเลขช่องขวา - ช่องซ้ายค่ะ


ลองมาดูบรรยากาศและของในร้านกัน




กระเป๋าสวยๆที่ยังใช้การได้ราคาไม่แรงแสดงโชว์อยู่ที่หน้าร้าน 



ใครชอบกระเป๋าแบรนด์ใบเล็กใบใหญ่ที่นี่ก็มีค่ะ 
เท่าที่เห็นก็จะเป็นพวกแบรนด์ Hi street ราคากลางๆเป็นส่วนใหญ่



แบรนด์ Kipling ก็มีน้า




เสื้อกันหนาวสไตล์ Uniqlo (ใช่ไหม > <) ก็มี


กองทัพยีนส์ผู้หญิงสุดเซอร์ 

ตามมุมมองของเราแล้ว ร้าน Re-born store เป็นร้านเสื้อผ้ามือ 2 ที่มี Business model ที่น่าสนใจมากสำหรับเราดังนี้ค่ะ

1. ทางร้านไม่ต้องแบกต้นทุนซื้อ Stock เอง

2. ตอบโจทย์ผู้ที่อยากระบายสินค้า(เสื้อผ้า) ของตัวเอง แต่ไม่สะดวกในการระบายสินค้าเอง

3. ผู้ที่มาเลือกซื้อสามารถลองสินค้า

4. นอกจากลูกค้าจะเป็นทั้งผู้ซื้อ ผู้ขายแล้ว พ่วงมาด้วยตำแหน่งผู้บอกต่อ(เพื่อคนจะได้ไปใช้บริการเยอะๆ เสื้อผ้าของตนเองก็จะขายได้ง่ายขึ้น ทางร้านก็ประหยัดงบโฆษณาไปได้อีกมากโข)

5. มีระบบการจัดการฝากขาย QC คุณภาพของสินค้าฝากขายที่ Support ทันสมัย ได้มาตราฐาน

6. รายได้แบ่งกัน Win-win ทั้งร้านค้าและลูกค้า

7. Environmentally friendly เพราะเป็นเสื้อผ้า Re-used ไม่เปลืองทรัพยากรธรรมชาต และช่วยประหยัดพลังงาน


อย่างไรก็ตาม ในแง่ของข้อจำกัด 
แบบของเสื้อผ้ายังไม่ค่อยหลากหลายมากในมุมมองของเรา อาจจะเพราะเพิ่งเปิดร้าน ถ้าใครที่เป็น Fashionista จ๋าเลย อาจจะรู้สึกว่ามันยังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ เพราะยังไม่มีพวกแบบเสื้อที่เปรี้ยวเข็ดฟัน หรือ Accessories เก๋ๆที่ลงตาม Magazine นัก และตอนนี้ทางร้าน Re-born store เขาก็พึ่งมีสาขาเดียวค่ะ และดูเหมือนเสื้อผ้าของผู้ชายจะมีขายน้อยซะด้วย

แต่สำหรับคนที่ไปที่นิยมเสื้อผ้าที่ใส่ได้ในหลายๆโอกาส ใส่สบาย ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดเยอะเพราะราคาถูก คุณมาถูกที่แล้ว!

เสื้อตัวไหนที่ขายออก เขาจะนำมา Post ไว้ที่หน้า Page ด้วยค่ะ

รายละเอียดการรับฝากต่างๆ สามารถหาดูได้จาก Re-born store ค่ะ 



วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เชียงใหม่ที่ได้คลุกคลี: Siam Celadon

C ที่แสนใจดีพาพวกเรามาที่สยามศิลาดล ย่านที่เรียกว่าสันกำแพง ❤️❤️

ก่อนหน้านี้ C บอกว่าพวกเราจะไป Factory กัน เป็นโรงงานที่เปิดให้เข้าชมการผลิตข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากดินศิลาดล พอได้ยินอย่างนั้นตัวเราและฝองเพื่อนจากฝั่งตะวันตกนั้นก็ดูจะตื่นเต้นกันไม่น้อย อารมณ์ประมาณได้ไปทัศนศึกษาสมัยประถมกันครั้งแรกอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเราเดินทางไปถึงปรากฏว่าวันนั้นฝั่งโรงงานปิดไม่ให้เข้าชม พวกเราก็เลยได้แต่เข้าเยี่ยมชมฝั่งที่เป็น Shop แทน >_<



ข้างใน Shop ของศิลาดลนั้นค่อนข้างเงียบ การเลือกซื้อคงจะรื่นเริงและคึกคักกว่านี้ได้อีกซักเล็กน้อย ถ้าหากมีเสียงดนตรีที่เข้ากับบรรยากาศร้านเปิดคลอไปด้วย หรือไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะมาในจังหวะที่เขาไม่ได้เปิดเพลงพอดีนะ



หลังจากได้เข้าไปโต๋เต๋อยู่พักหนึ่งทำให้เรารู้ว่าสำหรับคนไทยที่พาชาวต่างชาติมาซื้อของที่สยามศิลาดลแห่งนี้ จะได้ค่าน้ำชา 10% จากอีกต่างหาก แต่ดูเหมือนว่าสำหรับคนเชียงใหม่เท่าที่ได้สัมผัมมาจะไม่ได้นิยมซื้อจานชามจากสยามศิลาดลกันเท่าไหร่นัก 
ลวดลายปราณีตที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตคนไทยในอดีตได้เป็นอย่างดี 
แต่งแต้มสีสันไว้อย่างสวยสด มองเผินๆรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายศิลปะจากจีนนิดๆ 

ตลับดินเหนียวเล็กๆนี้ดูหรูหราน่าดู


ชุดถ้วยน้ำชา Style มารี อังตัวเนตต์ Version สยามศิลาดล 

ว่ากันตามจริงแล้ว บรรดาจานชาม แจกัน ไห ชุดน้ำชา ของศิลาดลนั้นอาจไม่ได้ทำให้เราเกิดความสนใจเท่าไหร่นัก แต่ด้วยความที่เป็นงาน Hand Made และลวดลายที่มีเรื่องราวของความเป็นมาตั้งแต่พื้นเพของคนไทยที่บรรจงวาดลงไปนั้นดูน่าสนใจ ทำให้สินค้าแต่ล่ะชิ้นมี Story ที่ไม่เหมือนใคร 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนที่ชื่นชอบการสะสมเครื่องปั้นดินเผาเป็นชีวิตจิตใจ สถานที่แห่งนี้อาจก่อให้เกิดความรู้สึก To die for ได้ไม่มากก็น้อย หากเป็นคนที่นิยมการกินดื่มแบบสุนทรีย์และมีสไตล์ด้วยแล้ว การได้เลือกใช้ชุดจานชามที่รับกับหน้าตาของอาหารคงทำให้มื้ออาหารนั้นมีรสชาดที่ดีขึ้นและก่อให้เกิดความรู้สึกดื่มด่ำอยู่ไม่น้อย 

Recommend ว่าถ้าหากใครกำลังคิดอย่างจะเปิดร้านอาหารที่เชียงใหม่ สยามศิลาดลก็เป็นอีก 1 Shop ที่น่ามาแวะมาดู มาเลือกซื้อ เพราะที่นี่มีประเภทของจานชาม ช้อนส้อม ตะเกียบ ที่วางตะเกียบ แก้วน้ำและอื่นๆอีกมากมากที่เราดูแล้วว่าเข้ากันได้ดีไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น หรืออาหารฝรั่ง ^^




วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทักษะบ้านๆไปจนขั้น Advance ที่ชนะใจเพื่อนใหม่ชาวต่างชาติ

แม้นจะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง แต่การพักอาศัยอยู่กับชาวต่างชาติเป็นระยะเวลาหนึ่ง คนไทยหัวใจอินเตอร์หัวเดียวกระเทียมลีบอย่างเรา ต้องพยายามที่จะเป็นส่วนหนึ่งในบ้านที่ถึงจะไม่กลมกลืนแต่ก็ต้องไม่ขัดแย้ง การใช้ชีวิตด้วยกันระหว่างวันจะให้พยักหน้าอย่างเดียวแล้วยิ้มคงฝืนบรรยายาศมากเลย แล้วเราควรจะทำยังไงดีนะ ต่อไปนี้คือเทคนิคบ้านๆที่ใช้ได้จริงการปรับตัวเพื่่อให้ไปกันได้กับเพื่อนต่างชาติ

 แม่ครัวหัวป่าก์ 

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำอาหารได้ อาจจะเป็นเมนูง่ายๆที่ใช้วัตถุดิบอะไรก็ได้จากตู้เย็น คุณจะได้รับการยอมรับจากฝองเพื่อนนักเดินทางอย่างง่ายได้ โดยเฉพาะถ้าคุณพักในบ้านที่อนุญาติให้นักเดินทางทำอาหารได้ เพราะการซื้อกับข้าวจากข้างนอกแล้วมาทำเองจะช่วยให้เราประหยัดไปได้มากโข เพื่อนๆยินดีจะจ่ายค่ากับข้าวกันคนล่ะ 30-40 บาทต่อวัน แทนที่จะไปทานตามร้านอาหารเงินจำนวนนี้อาจจะทานได้เพียง 1 มื้อเท่านั้น ดังนั้นถ้ามีใครในกลุ่มซักคนสามารถทำอาหารได้ เพื่อนๆจะชื่นชอบและประทับใจเป็นอย่างมาก ^^


Dinner at our home, Enchiladas ที่เพื่อนๆชาวสวีดิชเข้าครัวทำ

 นางซินจำเป็น 

ถ้าคุณที่ทำอาหารไม่ได้ หน้าที่นี้จะเป็นที่ยอบรับอันดับ 2 แน่นอนว่าหลังจากทานอาหารกันแล้ว จะมีกองกระทะ จาน ชาม ตะหลิวรอให้ล้างกันอยู่ ถ้าคุณเสนอตัวล้างจานให้ขึ้นมา(ถึงแม้เวลาอยู่บ้านตัวเอง หน้าที่นี้จะเป็นของคนอื่นก็ตาม) เพื่อนๆทุกคนจะปลาบปลื้มกันมาก เสียง Oh, thank you! I am appreciated. จะแซ็งแซ่ ก่อให้เกิดความภูมิใจในตนเอง และดูเป็นคนที่มีน้ำใจสำหรับทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น ถ้าทำอาหารไม่ได้ก็จงตัดสินใจเอาดีทางด้านนี้!

สาวนักบิด หัวใจผาดโฝน 

หากต้องเดินทางโดยรถ ไม่ว่าจะมีรถ หรือเช่ารถมา การอาสาขับรถนั้นค่อนข้างจะดูเป็นที่พึ่งพาได้ และช่างเป็นผู้นำอะไรอย่างนี้ ถ้าคุณต้องการให้คนอื่นๆรู้สึกวางใจในตัวคุณ หน้าที่นี้พลาดไม่ได้ที่ต้องขออาสา และถ้าคุณสามารถขับได้ทั้งรถยนต์ และมอเตอร์ไซด์แล้วไซร้ คุณจะถูกนับเป็นเพื่อนขาลุยเบอร์ 1 ของพวกเราเลยที่เดียว


ลูอิสขับได้ทั้งรถและมอเตอร์ไซด์เลย! สุดยอด > o <

 สุนทรีย์ทางภาษา 

ทักษะนี้ขาดไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ไม่จำเป็นว่าต้องมีความสำมารถทางภาษาในระดับ Perfect English แต่ก็ไม่ได้หมายถึงทักษะทางภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน แต่ควร Advance กว่านั้น เพราะเมื่อเราต้องใช้เวลาอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน ยิ่งนานวันเข้าหัวข้อในการสนทนามักจะเข้มข้นและลึกซื้งมากขึ้น ส่วนมากจะเป็นการ Discuss หรือแสดงความคิดเห็นในเชิงลึกตามหัวข้อที่สนทนาในตอนนั้นๆ เหมือนเราคุยกับเพื่อนชาวไทยที่สนิท แน่นอนว่าเราก็จะไม่ได้มีแค่ถามไถ่ว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น การที่เราสามารถอธิบาย ขยายความคิด หรือเข้าใจศัพท์สแลงไว้บ้าง มันจะช่วยเราได้มากในการที่จะได้สนิท และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนั่นเอง



ของขวัญเดือน 10

 โลกนี้ช่างเป็นโลกที่ขยันมอบของขวัญแก่ให้เราในโอกาสต่างๆซะจริง  กล่องแล้ว กล่องเล่าอย่างต่อเนื่องในชีวิตของเรา และคนนั้น คนนี้ 

หลายครั้งมันก็ยากที่จะหยิบ จับ  ของขวัญเหล่านั้นมาวางตรงหน้าที่ล่ะชิ้นๆ จัดเรียงให้เข้าที่ตามลำดับ เพื่อบอกเล่าเป็นเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ และมันก็ดูยากขึ้นไปอีกเมื่อของขวัญที่ได้รับมาในคราวนี้มีลวดลายของกระดาษห่อของขวัญที่แปลกตา และเมื่อเปิดกล่องมาก็พบว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นอยู่นอกเหนือจากกรอบความคิดและความคาดหวังของเรา



การเดินทางไปเชียงใหม่ ผู้คนที่พบเจอ และมิตรภาพครั้งใหม่ที่ได้รับจาก Couchsurfing คือของขวัญที่ว่านี้

นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้รับประสบการณ์ดีๆจาก Couchsurfing แต่เป็นครั้งแรกที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์กับทุกคน แน่นอนว่าเรื่องราวของการปรับตัว มุมมองใหม่ๆ จะถูกเรียบเรียงขึ้นมาใหม่จากความทรงจำที่พึ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ ผ่านการอาศัยอยู่กับเพื่อนๆจากทั้งหมด 5 เชื้อชาติ ได้แก่อเมริกัน เยอรมันนี สวีดิช ออสเตรีย และเบลเยี่ยม ทั้งหมดจำนวน 10 คน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อเป็นสิ่งย้ำเตือนระหว่างช่วงหนึ่งของชีวิตเราในบทบาทของการ "ผู้ให้ และผู้รับ" นั้นควรแก่การน่าจดจำขนาดไหน

ทำไมถึงไปเชียงใหม่?



อันที่จริงแล้วต้องบอกว่าโชคชะตาเป็นผู้เลือกให้ก็อาจจะฟังดูเข้าทางมากกว่า เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางนั้น เราได้ส่ง Request ไปตามที่ต่างๆนอกเหนือจากเชียงใหม่ ตั้งใจว่าที่ไหนเลือกรับเราเข้าไปพักด้วย เราก็จะเดินทางไปที่นั่น และแล้ว C Host ชาวอเมริกันที่แสนใจดีก็ส่งข้อความตอบรับเราเป็นคนแรก ในวันรุ่งขึ้น ดูเหมือนว่า C จะเปิดบ้านในการต้อนรับผู้มาเยือนหน้าใหม่อยู่เสมอ เมื่ออ่านจากข้อความตอบรับของเธอที่แนะนำให้ Surfee ช่วย Confirm วันเวลาที่แน่นอนที่จะเข้าพักอีกครั้ง เพื่อที่เธอจะได้จัดสรรตารางชีวิตในฝั่งของเธอได้ลงตัวง่ายขึ้น



เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางที่เชื่อว่านักเดินทางต่างหลงใหลนั่นคือการที่เราได้พบเจอสิ่งใหม่ๆโดยที่เราที่ไม่ได้คาดคิดซึ่งมีทั้งพึ่งปรารถนา และอึดอัดใจ สิ่งสำคัญก็คือการปรับตัวของเราให้เข้ากับสภาพแวดล้อม บางสถานการณ์เป็นสถานการณ์ที่ปกติมากสำหรับบางวัฒนธรรม แต่ถ้าเราไม่คุ้นเคยก็จะชวนให้รู้สึกแปลกแยก

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น คือการเกริ่นนำเพื่อที่จะบอกว่า เมื่อเดินทางไปถึงบ้านหลังงามของ C แล้ว เมื่อเดินทางมาถึง สิ่งแรกทีสังเกตเห็นหลังจากการ Welcome hug จาก C นั่นก็คือลูกสุนัข เอ๋ ไม่ใช่สิ สุนัขขนาดจิ๋ว 1 ตัววิ่งมาหาจากในตัวบ้าน และที่โซฟาก็มีฝรั่งผมทองทั้งชายหญิงอีก 3 คนนั่งยิ้มมองมาที่เราเป็นสายตาเดียวกัน



"This is ...." C แนะเจ้าสุนัขที่ดูเหมือนแพนด้าก็ไม่ใช่ แร็คคูนก็ไม่เชิงก่อนใครเพื่อน แล้วค่อยตามด้วยการแนะนำคนที่เหลือว่าทุกคนเป็น Surfee และ 2 ใน 3 ก็พึ่งมาถึงก่อนเราไม่นานนี้เอง ด้วยความตื่นเต้นเราจำชื่อใครไม่ได้เลยเว้นแต่เพียงชื่อของหญิงสาวผมบลอนด์คนสุดท้ายได้แม่น เพราะเป็นชื่อของนางเอกหนังเรื่องซุปเปอร์แมนในทุกๆภาค นั่นก็คือ "ลูอิส" นั่นเอง

ก็นึกว่าบ้านนี้จะมีเพียงแต่เราและ C ซะอีก..

เนื้อหาของเรื่องนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆดังนี้

1. ความทรงจำก่อนวัย 30 จาก Couchsurfing.com  :)
2. ทักษะบ้านๆไปจนขั้น Advance ที่ชนะใจเพื่อนใหม่ชาวต่างชาติ

เริ่มแล้วสิการผจญภัยครั้งใหม่ของเราในเชียงใหม่กับชาวยุโรปทั้งหลาย (。→‿←。)

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

AEC จะมาแล้ว ฝึก Telling what your job is ในงาน Bussiness Networking Events กันเถอะ :)

สังเกตว่าตอนนี้ กระแสงาน Networking แบบตะวันตกกำลังเริ่มได้รับความนิยมในบ้านเรา ซึ่งงาน Networking เหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์มากๆสำหรับเหล่า Startup และ Investors กันถ้วนหน้า ที่จะเจอ Business matching หรือสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ริเริ่มธุรกิจส่วนตัว ก็สามารถใช้โอกาสนี้ในการสานสัมพันธ์กับเจ้าของธุรกิจประเภทต่างๆ ไว้เพื่อเป็น Connections ในการเกลื้อหนุนกันในอนาคต


ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดว่าภายในงานนั้น ผุ้ร่วมงานเกินกว่าครึ่งคือชาวต่างชาติ แล้วเวลาที่เราต้องแนะนำตัวเอง มีคำถามหนึ่งซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ "คุณทำงานอะไร?"

ตามปกติแล้วเวลามีชาวต่างชาติถามว่าเราทำอาชีพอะไร ทั่วๆไปที่เรามักจะตอบกันคือ I am a + อาชีพ เช่น I am teacher., I am a doctor. ซึ่งก็เป็นอะไรที่ถูกต้อง และชัดเจนดี แต่ว่าถ้าใครเริ่มๆเบื่อที่จะตอบแบบเดิมๆ หรือเริ่มรู้สึกว่ามันชักจะทื่อไปนิด อยากจะตอบอะไรทีดู Professional มากขึ้น เรามาดู Useful expressions เหล่านี้กันดูค่ะ
Ok สมมุติว่าเรามีอาชีพเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจนะคะ ^^
เราสามารถเลือกใช้ประโยคเหล่านี้ในการได้ค่ะ
I'm a business consultant.
► I'm in business consultancy. 
I work as a business consultant.
► I'm a professional business consultant.
I do a bit of business consultancy.
► I earn my living as a business consultant.
I'm in the business consulting business.
เท่าที่เราเคยพบเจอหรือพูดคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติที่เป็นอเมริกัน, ฟิลิปีโน ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ประโยคเหล่านี้ถือเป็นประโยคที่ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ในการบอกว่าตัวเองประกอปอาชีพอะไรตามปกติอยู่แล้วค่ะ อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ประโยคข้างต้นนี้มีนัยยะที่แตกต่างกันในการบอกว่าเราทำงานอะไรในสายอาชีพนั้นๆ 

ขอยกตัวอย่างที่อาจจะไม่ค่อยได้พบเจอบ่อยๆเช่น

I do a bit of business consultancy. 

การพูดว่า "Do a bit" สื่อได้ว่างานที่เราทำนั้นมันไม่ได้เป็นงานที่ยากเย็น หรือจริงจังมากนัก 
หรืออีกนัยคือมันไม่ใช่อาชีพหลักของเรานั่นเอง เช่นเรารับเป็นที่ปรึกษาเป็นงานอดิเรก งานหลักจริงๆคือการเป็นนักลงทุน

I'm in the business consulting business. 

ประโยคนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเรามีอาชีพเป็นที่ปรึกษา เราอาจจะเป็นผู้ช่วยของที่ปรึกษาอีกที 
หรือทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษา เป็นต้นค่ะ ^^

และเช่นเดียวกัน เวลาที่เราอยากแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น 
มีตัวเลือกดีๆอีกมากมายให้ลองเลือกใช้ตามบริบทของการสนทนาแทนการพูดว่า I think 
ตัวอย่างเช่น I guess, I find, I feel, I suppose, I believe ค่ะ

 สุดท้ายนี้ Have a lovely Wednesdays นะคะ 

Wow! คืนนี้ไม่มีอะไรมาก แค่อยากอวดคะแนนที่ทำได้จากบทสอบภาษาอังกฤษ



I am going to improve my English skill form now on. ^^

รู้ไหมว่าเมื่อ 3-4 ปีก่อนภาษาอังกฤษของเรา Fluency มากเลย เพราะว่า 

1. มีโอกาสไปต๋อกแต๊กๆใช้ชีวิตช่วงสั้นๆที่สิงคโปร์ซึ่งภาษาไทยไม่ได้พูด และภาษาจีนพูดไม่ได้เลย

2. พอกลับมา ก็ได้พบกับคุณพ่อขายาวแดเนียล แดเนียลได้สอน Business discussion ตัวต่อตัวกับเราทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษตลอดระยะเวลา 2 เดือน

3. มีคนเกาหลีมา(เหมือนจะ)จีบ เขาพูดไทยก็ไม่ได้ เราก็พูดเกาหลีไม่ได้ ภาษาที่ทั้ง 2 คนสื่อสารได้มีเพียงหนึ่งเดียวคืออังกฤษ เราเลย speak sound like the native speaker อยู่ช่วงหนึ่ง (กำลัง improve อยู่ เลยต้องไทยคำ อังกฤษคำ)

หลัวจากนั้นก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ใช้ในการสื่อสารเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังนึกกระหยิ่มใจว่าอันตัวเรานั้นช่างพูดช่างเจรจาภาษาอังกฤษได้เก่งมาจนใครที่บังเอิญได้ยินได้ฟังก็ต่างพากันก็ชม ทักษะการอ่านนั้นก็เลิศ อ่านเข้าใจตั้งแต่ Fiction ยัน Non fiction self-help (แต่ที่อ่านยังไงก็ไม่ค่อยเข้าใจคือหนังสือพิมพ์) ส่วนการเขียนนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ค่อยได้ใช้ สะกดผิดทีโปรแกรมสมัยนี้ก็ฉลาดแก้ให้ So far ศัพท์บางคำที่ง่ายๆก็ยังเขียนไม่เป็นจนกระทั่งบัดนี้ แต่ถ้าใครที่เคยอ่านบทความภาษาอังกฤษที่เคยเขียนไว้ก็จะรู้ว่าไม่ได้ห่วยถึงขั้นดักดานขนาดนั้น

แรกๆก็ยังได้อยู่นั่นแหละ จนมาเริ่มสังเกตเห็นตัวเองเมื่อประมาณ 4-5 เดือนก่อนตอนที่รับเพื่อนชาวจีนมาพักด้วยกันว่าทำไมเราเริ่มมีการยั้งเวลาพูดหว่า อาการยั้งที่ว่ามันเหมือนกับเวลาคนทัก How are you? แล้วตอบ I'm fine! ไม่ได้นั่นล่ะ นึกคำพูดไม่ออก ทั้งๆที่ปกติจะจ้อกลับต่อได้เลย ก็งงๆ เริ่มชักจะเสียเซลล์ล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับเราว้า 2 เดือนให้หลังมีเพื่อนชาวโมรอคโคแวะมากรุงเทพ แล้วเราได้ไปเที่ยวกับเขา ตอนนั้นแหละที่รู้สึกได้ชัดเลยว่าทักษะในการพูดภาษาอังกฤษของเราย่ำแย่ลงเป็นอย่างมากเข้าขั้นเกือบใบ้ ทั้งๆที่เคยเม้าท์มอยเรื่องผู้ชายด้วยภาษประกิตอย่างเมามันกับเพื่อนประหนึ่งเป็นเกาหลี(หน้าให้)แต่กำเนิดที่ได้ไปเติบโตอยู่ที่นิวยอร์กประมาณนั้น

สำหรับคนอื่นๆอาจจะไม่เกิดปัญหาแบบนี้กับเขา แต่สำหรับคนที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับธรรมชาติของภาษาที่ 2 อย่างเริ่มคุ้นเคยในระยะเวลาที่ไม่นานมาก แล้วมีอันต้องหยุดไป เราเชื่อว่าปัญหานี้จะเกิดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เปรียบเทียบได้เหมือนกับฤดูที่ฝนที่มีฝนตกทุกวัน แต่ทว่าน้ำฝนก็ยังไม่กัดเซาะพื้นดินที่เป็นถนนลูกลังได้มากพอที่จะกลายเป็นแอ่งน้ำลำธารเล็กๆ ให้น้ำได้ไหลลงสู่แม่น้ำได้ ครั้นพอเกือบจะได้ ฤดูแล้งก็มาเยื่อนเสียนี่(เปรียบเทียบได้อลังไหม >_<)

P.S. ไม่อยากจะบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ 100 คะแนนเต็มในรอบหลายวันที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เหรอ ได้ 100 เต็มทุกครั้งจริงๆ ไม่ได้โม้ เลยขอแคปมาอวดหน่อย กำลังจะกลับมาทวงตำแหน่งแล้ววว

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

My daily connecting the dots

I will have finished my work before her child pops out. You would have liked the sound of joy in her family. I should have told Emily too. I'm pretty sure that she will be running immediately. We have finally relented to our good view for this unwed couple.

This is so awful! Are you freaking kidding me?!

I have one unpleasant disposition. I naively prefer to the expensive tuition fees because I believe in its standard. The qualities are often determined by the price of it.

I always envy with this naive girl who was very lucky, Sawako jung ^^

  • Someone often said don't frigging believe in the magic and I totally disagree, I fairy trust in my intuition, every time when I stumble something, it has the hidden meaning for me to figure out. 

Trust your vibes. 

When I was young I rather impressed in calligraphy. I admired people who has the beautiful handwriting till I grew up, typography had more role that impact on my perception. I saw it everywhere in the cartoons I read, advertising posters on the wall, digital contents on facebook. However, both things suppose to be the subtle art work that worth to study.


^_____^

When he tends to get the redundancies, a good friend must be able to console him, help him to handle with his mortgage payment?

  That's sad...

Don't take those who work in the garage for grated. Nowadays there are so many diverge filed of potential people that use their garage as a little home office, proportionally responsible and action on that little place. 


Screwing with someone in his dorm room is something that majority were used to. Each room decorating ideas were difference. It was represent the owner for something. What do you consider if you saw a baton in his room? 


 Laura and Larry rarely lull their rural roosters to sleep.

The law was repealed by the legislature.

หนึ่งวันในโซล

เสียงของหยดน้ำค้างกำลังตกกระทบกับวัตถุบางอย่าง อากาศเย็นมากเสียจนฉันไม่อยากลุกจากเตียง แต่ทว่าอีกใจหนึ่งก็อดตื่นเต้นกับชะตาชีวิตและภารกิจที่ต้องปฏิบัติในวันนี้ของตนเองเสียไม่ได้ อากาศที่โซลนั้นเย็นจับใจในตอนเช้า หรือเพราะเป็นที่โซลกันนะ ฉันถึงอยากรีบลุกออกจากเตียงเพื่อถวิลหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากเมืองใหญ่อันแสนจะไม่คุ้นเคยแต่ปรารถนาที่จะได้มาเยือนเมื่อครั้งนานมาแล้ว

วันนี้ ในบ้านที่ฉันพักอยู่นั้นไม่มีเสียงนกแก้วร้องทักทายในตอนเช้าเหมือนครั้งที่อยู่เมืองไทย จะว่ายังไงดีล่ะ เรียกว่าเสียงกรีดร้องแต่เช้าตามธรรมชาติของมันอาจจะถูกต้องกว่า เป็นความดีใจกึ่งๆ คิดถึงเจ้าสองตัวเจ้าปัญหาที่เมืองไทยอยู่เหมือนกัน แต่ฉันเชื่อว่าตอนนี้พวกมันสบายดีอย่างที่สุดในกรงใหญ่ที่แวดล้อมไปด้วยของเล่น และสวนเล็กๆ ที่มีลูกตะขบสีแดงแล้วฉันก็หลอกพวกมันว่าคือผลเชอร์รี่

ฉันลุกขึ้นแต่งตัว ไม่แก่ขึ้นเท่าไหร่เลย เงาในกระจกสะท้อนออกมาแบบนั้น อันที่จริงแล้ววันนี้ฉันมีนัดกับเพื่อนที่ทำงานในวงการบันเทิงของเกาหลี เปล่าเขาไม่ใช่ดาราหรอก แต่ก็ค่อนข้างใกล้ชิดเลยล่ะ ฉันเจอเขาในร้านอาหารบ้านๆ แห่งหนึ่งในโซลเมื่ออาทิตย์ก่อน ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยล่ะ การที่พูดคุยกันอย่างถูกคอและมีนัดกันอย่างต่อเนื่องแปลว่าทักษะในการสื่อสารภาษาเกาหลีของฉันนั้นไม่ด้อยไปกว่าภาษาอังกฤษเลยใช่มั้ยนะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าฉันเป็นใครในเมืองไทยก็เถอะ

อาหารของคุณป้านั้นอร่อยและให้ความรู้สึกอบอุ่นประหนึ่งฉันคือสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวเฉกเช่นทุกๆ เช้า หรือเป็นเพราะว่าฉันนั้นมักจะอ่อนไหวกับโต๊ะอาหารที่มีกับข้าวมากกว่าหนึ่งอย่างและมีผู้คนรายล้อมทานอาหารด้วยกันกันแน่ อย่างไรเสียก็ต้องขอบคุณครอบครัว "คิม" อย่างที่สุดที่คอยแต่งแต้มภาพความทรงจำในการเดินทางมาที่โซลแห่งนี้สดใสในทุกๆ เช้าวันใหม่

ฉันออกเดินต๊อกแต๊กๆ ไปเรื่อยจนกว่าจะถึงถนนสายหลัก ถึงแม้โซลจะเป็นเมืองหลวง แต่ใช่ว่าจะไม่มีกลิ่นอายของความเป็นชนบทหลงเหลืออยู่เลย อย่างน้อยก็หมู่บ้านที่ฉันพักอยู่แห่งหนึ่งล่ะ

วันนี้นอกจากการนัดพูดคุยกระทบไหล่กับคนที่ใกล้ชิดคนดังแล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของโซลนั้นคืออีกหนึ่งเป้าหมาย ก่อนที่ตารางนัดในเกาหลีจะวุ่นวายไปกว่านี้ ฉันก็ควรจะรู้ความเป็นไป หรือโอบรับที่มาที่ไปของความเป็นชนชาติของเกาหลีในทุกวันนี้อย่างเข้าอกเข้าใจและใกล้ชิดด้วยตัวเองซะก่อน มันถึอเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและน่าสนุกมากเลยนะที่คนเราจะได้เปิดหูเปิดตา ทำความเข้าใจกับอะไรใหม่ๆ และร้องว่า "โอ้โห้" บ้างกับสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน คล้ายๆ กับตอนที่เรารู้จักเทศกาลวันคริสตมาสเป็นครั้งแรกนั่นล่ะ

ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเปล่าที่ผู้คนที่มาเยี่ยมชมในพิพิธภัณฑ์นั้นต่างสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ฉันได้รู้จักเพื่อนใหม่ชาวเกาหลี 2-3 คน พวกเขาบอกว่าหน้าตาฉันไม่เหมือนคนไทย ซึ่ง ณ วันนี้ฉันก็เห็นด้วย ยิ่งเมื่อมาอยู่ปะปนกับคนเกาหลีแล้ว คำว่าดูกลมกลืนคงจะไม่ขัดกับความเป็นจริงในขณะนี้เท่าไหร่นัก ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปกับเพื่อนใหม่ของฉัน หนึ่งในนั้นบอกว่าเคยมาเมืองไทยแล้วชอบมาก ฉันดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นจนเกือบจะเชื้อเชิญเขาว่าถ้าหากมาเมืองไทยอีกครั้งก็สามารถมาพักกับฉันได้ ถ้าไม่ติดว่าช่วงหลังๆ นี้ฉันเป็นคนคิดมาก และมักจะเป็นห่วงในความปลอดภัยของตัวเองจนเกินเหตุ

เมื่อเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ ภาพและบรรยากาศที่เห็นนั้นชวนให้เกิดความรู้สึกดื่มด่ำ ฉันอดคิดไม่ได้เกี่ยวกับอดีตของตัวเอง แล้วความกลัวก็วิ่งเร็วปรี๊ดเข้ามาจับใจฉัน แล้วจะยังไงต่อนะ นั้นเป็นสิ่งที่ฉันคิด เหตุผลที่ฉันมาที่นี่นั้นไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยวแล้วก็กลับไปบอกเล่าว่าเกาหลีนั้นเป็นอย่างไรในสายฉัน แต่เพราะการเจรจาทางธุรกิจ และการสร้างความเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกันต่างหาก คือความหมายที่ฉันตามเฝ้าหา

นี่ก็บ่ายมากแล้ว ถึงเวลาที่ฉันจะต้องพบกับว่าที่เพื่อนสนิทคนใหม่ชาวเกาหลีซักที เขามาแล้วโน่นไง กับเสื้อคลุมสีกรมท่าที่ดูภูมิฐานของเขา ยิ่งคิดยิ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าเราเจอกันที่ร้านอาหารตามหลืบซอยแห่งหนึ่งในโซล วันนี้เขาพาเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจมาด้วย

หัวข้อพูดคุยในการจิบน้ำชาย่ามบ่ายวันนี้ มีตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระจวบจนกระทั่งเศรษฐกิจมหภาค เพื่อนของเขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีประหนึ่งเจ้าของภาษาและเป็นคนกว้างขวาง ดูเป็นมีความคิดความอ่านคนหนึ่งในเกาหลี สัญชาติญาณของฉันบอกอย่างนั้น นานมาแล้วที่ฉันเองก็คอยแต่อิจฉาบุคคลที่มีชีวิตที่ดีมีคุณภาพ ได้ทำงานที่รัก และเป็นตัวของตัวเองโดยได้แต่สงสัยว่าพวกเขาผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้างนะกว่าจะเป็นที่ยอบรับและนิยมชมชอบมากมายขนาดนี้ เราร่ำลากันเมื่อพลบค่ำ เขาบอกว่าท้ายที่สุดแล้วคนเราก็แค่นี้แหละ แต่ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่

ฉันเปิดโน๊ตบุ๊คบนโต๊ะไม้เล็กๆ ด้านข้างมีชาร้อนซึ่งคุณป้านำเข้ามาวางไว้ให้ คุณป้าบอกผิวฉันแห้งมาก ยิ่งอากาศหนาวก็ยิ่งแห้ง และพูดถึงน้ำมันอะไรซักอย่างซึ่งเป็นของพื้นบ้านของเกาหลีแต่ฉันก็ไม่ใคร่จะสนใจนัก ฉันเห็นยอดขายของสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ในประเทศของฉันกระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันเป็นความฝันของฉันเมื่อหลายปีก่อนเลยทีเดียว ฉันค่อยๆ จิบชาแล้วไล่ดูว่าวันนี้มีคนพูดคุยถึงสินค้าและบริการของเราอย่างไรบ้าง ต้องขอบคุณธุรกิจนี้ เพราะถือเป็นธุรกิจพื้นฐานที่ทำให้ฉันมีเวลาได้ตามหาสิ่งสำคัญ และมาอยู่ในจุดนี้ได้

มีคนเคยบอกไว้ว่า เราต้องเล่นเกมส์ที่มันใหญ่กว่านี้ และฉันก็เห็นด้วย ในวันที่ฉันยังเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงการรับผิดชอบชีวิตตัวเองและประคับประคองมันไปข้างหน้า ฉันรู้เพียงว่าความสามารถทางภาษาคือกุญแจสำคัญในการเปิดโลกทัศน์ และฉันก็ทำมันได้สำเร็จ นี่ก็ดึกมากแล้ว กลิ่นของเทียนหอมระเหยที่ฉันนำมาด้วยจากเมืองไทยช่วยให้ฉันผ่อนคลายในเวลาอย่างนี้เสมอ ฉันหยิบที่ปิดตาเจลใสสีฟ้าที่ซื้อมาจากจังหวัดคังวอนโด ปิดตาแล้วนอนหลับไปข้างๆ เหล่าเอกสารที่ยังอ่านไม่เสร็จ

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ฝึกไม่ให้คิด คิดว่าดีเลยอยากแนะนำ ^^

ฝึกไม่ให้คิด เป็นหนังสือที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ธรรมะที่ได้มาแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่เข้าใจว่าหัวใจเพรียกหามานานเลยได้ครอบครอบ 

เราคิดว่าด้วยตัวรูปเล่มที่ไม่หนาไม่บาง กระทัดรัด และหน้าปกที่มีชื่อผู้เขียนเป็นพระชาวญี่ปุ่นให้อารมณ์หนังสือธรรมะแนวเซนเลยเป็นหนังสือที่เราอ่านแล้วไม่รู้สึกต่อต้านเหมือนหนังสือแนวธรรมะแบบคร่ำครึสมัยก่อน และที่ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นหนังสือที่ไม่เรียกร้อง ไม่ท้าทาย ไม่ Convinceอะไรเลย



ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ เรายอมรับว่าเราเป็นคนหนึ่งที่สมองจะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา เรียกอีกอย่างว่าความฟุ้งซ่านก็ได้ ซึ่งในหลายๆครั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีซักเท่าไหร่นัก เพราะมันคือการตกอยู่ในห้วงความคิดที่ไม่รู้จบ หรือในขณะที่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ใจก็มักจะไปคิดถึงสิ่งอื่น สิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แน่นอนว่าถ้ามีวิธีขัดเกลาให้ตัวเองมีสมาธิมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่อยากจะทำให้ได้

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ เราแทบจะไม่อยากจะยอมรับเลยว่าเบื้องหลังพฤติกรรมที่เรียกว่าการฟุ้งซ่านนั้นไม่ได้มาจากการไม่รู้จักใช้ความยับยั้งชั่งใจทางความคิดเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึง Lifestyle ต่างๆเช่นการใช้คำพูด ละครที่ดู อาหารที่ทาน การเลือกเสพอะไรบางอย่างนั้นมีส่วนอย่างมากที่สนับสนุนให้เราฟุ้งซ่านและทุกข์ไปมากกว่าเดิม หรือในทางกลับกันการ "ไม่ทำ" อะไรบางอย่างก็สามารถลดภาวะอาการฟุ้งซ่านลงได้ง่ายๆ 

นอกจากนี้เคยมีคนบอกว่าหลักธรรมะเป็นสิ่งสากล อยูเหนือกาลเวลานั้นเห็นจะจริง เพราะมีบางเนื้อหาที่สามารถตรวจสอบแรงกระตุ้นที่แท้จริงของพฤติกรรมการเขียน Blog และการใช้ Social media ของผู้คนในยุคปัจจุปันได้ว่าลึกๆแล้วมันมีนัยยะซ่อนเร้นอย่างไรบ้างในแบบที่ผู้ใช้เช่นเราบางทีไม่รู้ตัวและคาดไม่ถึง(พอรู้ทัน พฤติกรรมก็เปลี่ยน) ทีนี้เมื่อเราพอเข้าใจแล้ว เราจะใช้หลักการธรรมมะมารับกับความขาดๆเกินๆ บวมๆ ของมันได้อย่างไร

ข้อยกตัวอย่างหลักธรรมมะข้อหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่เราชอบมากๆ เพราะเห็นว่าเริ่มทำได้ง่ายจากสิ่งใกล้ๆตัว 

หลักธรรมมะที่ว่านั่นก็คือ "การละทิ้ง" ค่ะ

 

เริ่มต้นง่ายๆจากการถอดสายที่ใช้ต่อกับคอมพิวเตอร์ เช่นสายโมเด็ม สาย Usb สายแบตเตอรี่ในเวลาที่ไม่ได้ใช้

ในหนังสือเขียนว่ามันอาจจะดูเหมือนต้องเพิ่มภาระ ต้องคอยมานั่งเก็บ แต่การถอดสายออกในขณะที่ไม่ได้ใช้จะทำให้เริ่มรู้สึกถึงช่องว่างของการที่ไม่ได้พร้อมนำตัวเองเข้าเชื่อมต่อกับ Internet อยู่ตลอดเวลา 

เพราะถ้าจะใช้ Internet ก็จะต้องเดินไปเสียบปลั๊ก หรือต่อสายก่อน ตรงนี้จะเริ่มเป็นการฝึกการยับยั้งชั่งใจที่ต้องการจะ Consume ข้อมูลหรือข้าวของในทันทีที่ต้องการ เกิดเสี้ยวนาทีเล็กๆแห่งการทำความคุ้ยเคยกับการรอคอยบ้าง  

ซึ่งหลักการนี้ก็คือๆกันกับแนวคิด Less is more เช่นการเก็บของในบ้านที่เราไม่ได้กลับมาใช้อีกเลยในรอบได้ 36 เดือนหรือ 2 ปี 


เราเชื่อว่าทุกคนคงเคยเก็บข้าวของที่คิดว่าเดี้ยวจะกลับมาใช้ แล้วก็จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหนแล้ว หรือพอมาเห็นอีกทีก็ "โอ้เราเคยมีเจ้าสิ่งนี้ด้วยเหรอ" โดยเราจะนำสิ่งของเหล่านี้ไปทิ้งไปหรือจะบริจาคก็ยังได้ ยกเว้นก็เพียงแต่เอกสารสำคัญต่างๆ การกระทำนี้ยังสะท้อนให้เราเห็นว่าในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เราใช้เงินไปกับอะไรที่เอาเข้าจริงๆแล้วก็อาจจะไม่จำเป็นกับชีวิตเท่าไหร่ ทำให้เรารู้จักเลือก และครอบครองของเท่าที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น

เราเองก็ยังลองทำตามได้ไม่นาน โดยวาดหวังผลเลิศในอนาคตว่ามันจะนำมาซึ่งความทุกข์ที่ลดลง และจิตใจที่ไม่อ่อนไหวไปกับการได้ครอบครองหรือสูญเสีย แน่นอนว่ารวมไปถึงสิ่งเร้ารอบๆข้างด้วย เช่นผู้คนหรือสถานการณ์ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แต่ก็เห็นผลพลอยได้จากการะฝึกการกระทำครั้งนี้ นั่นก็คือตอนนี้ตอนนี้โต๊ะทำงานเราเป็นระเบียบมากขึ้น จากเดิมที่เคยเข้าใจว่าเป็นระเบียบอยู่แล้ว ซึ่งเอาจริงๆก็อาจไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่นัก(เราพยายามจัดโต๊ะทำงานอยู่เสมอเพราะเชื่อว่าการมองเห็นเชื่อมกับการจัดการความคิด ถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อะไรๆก็ดูเข้าที่เข้าทาง เราก็มีแนวโน้มในการใช้ศักยภาพของความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่น จะทำงานมีประสิทธิผลมากกว่าคนที่ไม่ค่อยเก็บโต๊ะทำงานค่ะ) 

ขอบคุณภาพจาก Blog: zoeathome.com

อ่านเรื่องราวของ Clear your desk: Clear your mind! จาก Zoe ได้ที่นี่ค่ะ ^^

ตอนนี้แม้แต่ดินสอปากกาที่ไม่ได้ใช้แล้วก็จะเก็บไว้ในลิ้นชักทันทีไม่วางไว้ให้เห็น เรียกว่า "ละ" อะไรได้ก็ไม่รีรอที่จะหยิบจับออกไป โดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆก่อน

อีกจุดหนึ่งที่ชอบเป็นพิเศษในการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือตอนท้ายๆเล่มจะมีการรวบรวมเทคนิคหรือข้อธรรมมะต่างๆที่นำไปใช้ฝึกได้โดยแบ่งตามตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตใจ ว่าเราสามารถพลิกไปฝึกได้ที่หน้าไหนบ้าง เพราะแรงกระตุ้นที่ทำให้เราควบคุมความคิดไม่ได้จนเป็นโทษนั้นมาจากประสาทสัมผัสเหล่านี้นั่นเองค่ะ ^^
 


เนื้อหาในบทหลังๆจะเริ่มเข้มข้นขึ้น ลุ่มลึก แยบคาย อีกทั้งนั้นยังมีอะไรมากกว่าที่เราแชร์ไว้อีกมาก เชื่อว่าในยุคที่ทุกอย่างดูรีบเร่ง และคนเราสุข ทุกข์ เศร้า โลดแล่นไปกับการไม่สามารถควบคุมความคิดได้นั้น การมีความสามารถที่จะประนีประนอมกับตัวความคิด และรู้ทันว่าอะไรสามารถกระตุ้นให้เราใช้ความคิดทำลายตัวเองจะมีประโยนช์ และตอบโจทย์คนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการอยากแบ่งปันในครั้งนี้ค่ะ

จนกว่าจะพบกันใหม่ :)