หมวดหมู่

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พ่อกับแม่

สีเขียวเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านหลังนี้ พ่อกับแม่ของสีเขียวจึงตามใจสีเขียวไปเสียทุกอย่าง
แม้เวลาที่สีเขียวไม่เชื่อฟังพ่อกับแม่ ออกไปซื้อขนมคนเดียวที่ร้านเจ็สาลี่ โดยไม่รอบรรดาพี่เลี้ยง หรือตอนที่แสดงอาการอันไม่เหมาะสมเข้าขั้นหยาบคาบกับพี่เลี้ยงเวลาโมโห อย่างเช่นแอบเอารองเท้าของพี่เลี้ยงไปทิ้ง หรืออาละวาดปาของใส่ พ่อกับแม่ก็ไม่เคยตี หรือดุว่าอะไรสีเขียวเลยซักครั้ง จะยกเว้นแต่ก็ตอนที่สีเขียวเรียกพี่สุว่า " อีสุ " ตามแม่นั่นแหละ แม่ถึงได้ทักท้วงขึ้นมาเป็นครั้งแรก บอกว่ามันทำให้สีเขียวดูเป็นเด็กที่ไม่น่ารักเอาซะเลย ห้ามเรียกอีกเป็นอันขาด และในบ้านนี้แม่เรียกได้คนเดียว

พ่อของสีเขียวเป็นหัวหน้าครอบครัวที่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ รูปร่างสูงโปร่ง เวลาสวมเสื้อเชิตแขนยาวแล้วดูภูมิฐานอย่าบอกใคร พ่อเป็นคนที่รักเด็ก และชอบเล่นกับเด็กๆมาก โดยเฉพาะสีเขียว ถึงแม้จะแต่งงานมีลูกแล้ว ก็ยังมีพวกสาวๆ ที่บริษัทคอยแอบปลื้มชื่นชมอยู่เสมอ ไม่ต่างอะไรจากครั้งที่ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น

292369924485683.jpg

แม่ของสีเขียวนั้น นอกจากจะเป็นช่างผมมืออาชีพแล้ว ยังช่างแต่งตัว และทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ที่หน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้งของแม่นั้นจะมีครีมทาผิวยี่ห้อดังๆ เครื่องสำอางราคาแพง และขวดน้ำหอมสวยๆที่ดูเหมือนฉีดเท่าไหร่ก็ไม่หมดวางเรียงรายอยู่มากมาย

378198645543307.jpg

ยามที่แม่นึกครึ้มอกครึ้มใจ ไปรับสีเขียวที่ร.ร. พวกคุณครูผู้หญิงชอบชมแม่ด้วยประโยคคลาสสิกเป็นประจำว่า

" วันนี้คุณแม่สวยจัง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีลูกแล้ว "

พอฟังบ่อยๆเข้า สีเขียวก็เริ่มสังเกตแม่ของเพื่อนๆบ้าง จากสายตาของเด็ก 5 ขวบ ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม่ของสีเขียวนั้น ดูเด่นสะดุดตา มากกว่าแม่ของเพื่อนคนอื่นๆ อาจจะเป็นเพราะลิปสติกสีแดงที่แต่งแต้มอยู่ หรือว่าการแต่งตัวที่ประหนึ่งไปเดินห้างมากกว่าเดินทางมารับลูกสาวที่โรงเรียนกันนะ

อย่างไรก็ตามสีเขียวมีความภูมิใจในตัวพ่อกับแม่ของเธอมาก และพอใจมากที่ได้เกิดมาเป็นลูกของทั้งสองคนนี้ ดูเหมือนว่าชีวิตในวัยเด็กของสีเขียวกับครอบครัวนั้นช่างมีความสุขอบอุ่นอย่างเหลือล้น

ทุกวันอาทิตย์พ่อจะพาสีเขียวไปสวนสนุกเสมอ สีขียวชอบเล่นเครื่องเล่นซ้ำๆซึ่งเคยเล่นมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งอย่างเช่นชิงช้าสวรรค์ ที่พลาดไม่ได้เลยคือขบวนพาเหรดสุดหรรษาที่สร้างความเคลิบเคลิ้มให้แก่สีเขียวตั้งแต่เริ่มเพลงบรรเลงยันตัวตลกตัวสุดท้ายเดินผ่านไป และคุณพ่อใจดียังตบท้ายด้วยการพาสีเขียวไปทานอาหารเย็นในภัตตาคารสุดหรูที่มีวงดนตรีสดบรรเลงเพลงสไตล์ย้อนยุคอันแสนไพเราะขับกล่อมอยู่ตลอดเวลา ทั้งร้านนั้นไม่มีเด็กแม้แต่คนเดียว แล้วกุ้งตัวโตร้อนๆก็จะเสิร์ฟตรงหน้าสีเขียวทุกครั้ง

แม่ของสีเขียวนั้นช่างแต่งตัว นอกจากเสื้อผ้าสวยๆแล้ว ยังมีรองเท้าสนสูงคู่งามอีกเป็นบับสิบๆคู่ และไม่ต้องสงสัยเลยว่า สีเขียวชอบเอามาสวมเล่นเป็นประจำ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะแอบใส่ลับหลังไปเพื่ออะไร ในเมื่อแม่ก็ไม่เคยว่ากล่าวเลยซักครั้ง

304603084921836.jpg

พื้นที่ที่เหลือกว่า 10 เซนติเมตรในรองเท้าของแม่นั้น สร้างความไม่พอใจให้กับสีเขียวอย่างมาก มันค่อนข้างจะขัดสายตา และสร้างความหงุดหงิดให้เธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทุกโอกาสที่สวมใส่ เพราะฉะนั้นเวลาที่พ่อพาสีเขียวไปซื้อของในห้างละแวกบ้าน สีเขียวจะขอพ่อซื้อรองเท้าแทบทุกครั้ง และพยายามเลือกแบบสาวที่สุด โตที่สุด ให้เหมือนรองเท้าแสนสวยในแบบของแม่ แต่เป็นขนาดที่เธอสามารถสวมได้ได้พอดี

" รองเท้าแก้วสำหรับเด็ก ที่ไม่มีโบว์ตรงกลาง และไม่มีสายติดกระดุมด้านข้างมีมั้ยครับ "

พ่อต้องบอกรายละเอียดกับพนักงานขายทุกครั้งอย่างนี้เสมอ และชอบเผลอเรียกรองเท้าสนสูงว่า  " รองเท้าแก้ว " ตามสีเขียว ซึ่งนานๆทีจะเจอรองเท้าในแบบที่ลูกสาวผู้เอาแตใจต้องการ แน่นอนว่าสีเขียวใส่รองเท้าแบบที่ว่านี้ออกไปข้างนอกแทบจะทุกโอกาส บางครั้งไม่รู้จะใส่ไปไหน ก็จะใส่เดินเล่นที่หน้าบ้านอยู่เป็นนิจ พร้อมกับจินตนาการว่าเธอเป็นเด็กสาวที่โตเต็มวัยแล้ว

ไม่นานนัก รองเท้าคูโปรดก็คับและสึกหรอไปตามกาลเวลา และสีเขียวก็จะรู้สึกอดเสียดายอย่างสุดซึ้งไม่ได้ แต่แม่ปลอบเธอว่ามันหมายถึงเธอกำลังโตขึ้น ซึ่งแปลว่าจะสามารถหาซื้อรองเท้าในแบบเดียวกับแม่ได้ง่ายขึ้นด้วย ความคิดนั้นทำให้สีเขียวรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย แต่พอนึกถึงเวลาอันยาวนานกว่าที่เธอจะเติบโตขึ้นเป็นสาวแล้ว สีเขียวก็กลับมาหน้างอคอหักอีกรอบ

ด้วยการเลี้ยงดูอย่างตามใจ อันปราศจากการดุด่าและไม้เรียวของพ่อกับแม่นี้เอง สีเขียวเลยคุ้นเคยกับความว่า " ได้ " เป็นอย่างดี และไม่สนิทกับความว่า " ไม่ " อย่างรุนแรง สีเขียวไม่เคยถูกปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นอ้อมกอด เวลา หรือสิ่งของที่อยากได้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพ่อแม่ถึงตามใจเธอเป็นหนักหนา อาจเป็นเพราะว่าสีเขียวเป็นลูกคนแรก เป็นลูกคนเดียว เป็นเด็กผู้หญิงที่มีหน้าตาน่ารัก และพ่อแม่ก็อยากจะเห็นเธอมีสีหน้าที่เพลิดเพลิน เปี่ยมไปด้วยสุขตลอดเวลาก็เป็นได้ ทั้งสองคนจึงไม่รู้ว่าจะปฏิเสธความต้องการของลูกสาวคนนี้ไปเพื่ออะไร

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ของขวัญจากสีเขียว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงอยู่ผู้หนึ่ง ที่ชอบเข้าใจผิดนึกว่าตัวเองคือเจ้าหญิง ถึงแม้ลึกๆในความเข้าใจของเด็กน้อยอายุ 5 ขวบเศษๆ จะรู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าหญิงที่แท้จริงของประเทศนี้ หรือประเทศไหนๆ
 
แต่ทว่าหากมองดูจากสภาพแวดล้อมอันเลอเริ่ศ ผสมลงโรงกับการเลี้ยงดูของบิดามารดาของเธอที่จะเล่าให้ฟังในอนาคตอันใกล้แล้วนี้ ก็คงพอจะทำใจยอมรับได้ไม่ยากกับความคิดที่เข้าข้างตัวตัวเองเสียเต็มประดาเองของเธอผู้นี้

เจ้าหญิงน้อยของเรามีพระนามอันไพเราะว่า “ สีเขียว ”

679160362109541.jpg

เป็นสีเขียวโทนเย็นๆ ที่อ่อนโยน สุดแสนจะสบายตา และถ้าใครที่มีพลังวิเศษมากพอ ก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นของแมกไม้ในป่าใหญ่ ที่มีหยาดน้ำค้างเกาะหลังฝนตก ล่องลอยออกมาจากผมหยักโศกสีน้ำตาลยาวหนายามเธอเคลื่อนไหว แต่น้อยคนมากๆเลยล่ะ ที่จะเคยได้กลิ่นของเธอ

จริงๆแล้ว เจ้าหญิงน้อยสีเขียว ไม่เคยทรงโปรดพระนามของเธอเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องบอกก็คงพอจะก็รู้ว่ามันฟังดูออกแปลกประหลาดในบางครั้ง เวลาที่เธอต้องแนะนำตัวเองกับใครต่อใครว่าชื่อสีเขียว ทางแก้ของเด็กอายุ 5 ขวบที่พอจะนึกออกในขณะนั้นก็คือ บอกชื่ออื่นไปซะก็สิ้นเรื่อง เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจไปว่าทำไมคนส่งหนังสือพิมพ์ในตอนเช้าจะจะทักเธอว่า “ น้องน้ำมนต์ ” คุณยายที่เลี้ยงเจ้ากวักซอย 15 จะเรียกเธอว่า “ หนูคิตตี้ ” สาวยาคูห์เจ้าประจำจะรู้จักเธอในนาม “ เหว่ย เหวย ”

และนี่คือเรื่องราวของเธอ

“ สีเขียว อยู่ไหนลูก ”

เสียงแว่วมาจากชั้น 1 ของบ้าน ทำให้สีเขียวหยุดชะงักจากการเล่นขายของกับพี่สุทันที คุณแม่คนสวยกลับมาแล้วน่ะเอง สำหรับโลกของสีเขียวแล้ว ถ้าจะถามเธอว่าใครสวยที่สุดจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ สีเขียวจะตอบแบบไม่คิดเลยซักนิดว่าแม่ สีเขียวชอบกลิ่นน้ำหอมของของแม่มากกว่ากลิ่นแมกไม้อันอบอุ่นของตัวเอง แม่ของสีเขียวเป็นช่างทำผมที่มีระดับ ผมของมาช่าเธอก็เคยตัดให้มาแล้ว

“ แม่ขา ”

สีเขียวตะโกนลงมาจากชั้น 3 ของบ้าน รีบวิ่งลงมาพร้อมกับถือชุดสมุดระบายสีเล่มโปรด กับสีไม้อีกหนึ่งกำมือหนึ่งที่เด็ก 5 ขวบจะโกยได้จนพี่สุวิ่งตามแทบไม่ทัน พ่อกับแม่บอกเธอตั้งแต่เมื่อคืนว่า วันนี้จะมีพี่เลี้ยงคนใหม่มาอยู่ด้วย

“ นี่พี่แหวนจ้ะ แหวนนี่น้องนะ ที่บอกให้มาดูแล กระเป๋าเดี้ยวให้สุช่วยเอาขึ้นไปใว้ข้างบนให้นะ คุยเล่นกับน้องไปก่อน ”

แม่พูดเร็วปรื้ดๆ แทบจับใจความไม่ได้ พี่เลี้ยงคนใหม่ใส่เสื้อยืดลายทางขาวดำ นุ่งผ้าถุงลายพร้อยสีส้มสดยิ้มอย่างอายๆ ให้สีเขียว

“ ชื่อพี่แหวนเหรอ น้ำหวานชอบใส่แหวน ”

สีเขียวยิ้มให้พี่แหวนอย่างสดใสไร้เดียงสา และทักพี่แหวนอย่างฉะฉาน โดยไม่ลืมแนะนำว่าเธอชื่อน้ำหวาน สำหรับสีเขียวแล้ว การเข้าหาพี่เลี้ยงคนใหม่ถือเป็นเรื่องที่ง่ายและธรรมดามาก ตั้งแต่จำความได้ บ้านของเธอที่ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทนั้น มักจะมีเด็กสาวที่มาจากต่างจังหวัดซึ่งเป็นลูกหลานของคนที่แม่รู้จักครั้งในอดีตมาคอยสับเปลี่ยนหมุนเวียนทำงานกันในบ้านหลังนี้มากหน้าหลายตามาแล้ว

พี่แหวนไม่ได้เอื้อนเอ่ยวางจาใดๆตอบ มีแต่รอยยิ้มที่แสนประหม่าส่งมาให้ ในมือกำหูกระเป๋าเดินทางสีดำใบโตแน่น

น้ำหวาน เอ้ย สีเขียวชวนพี่แหวนนั่งบนเกาอี้ไม้สักเคลือบเงา กางสมุดระบายสีออก สิ่งที่เธอคาดหวังอยู่ในใจขณะนั้นก็คือ อยากให้พี่แหวนแสดงฝีมือระบายสีระดับปราบเซียน ลงในสมุดระบายสีเล่มใหม่ของเธอ

จากประสปการณ์ 5 ปีที่ผ่านมา เท่าที่สีเขียวจำความได้ บรรดาพวกพี่เลี้ยงที่เธอเคยรู้จัก รวมทั้งพี่สุ พี่เลี้ยงคนปัจจุปัน ทุกคนมีฝีมือการระบายสีที่สวยงามมาก น้ำหนักของแต่ละเส้นสีมั่นคง ระบายไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เคยออกนอกกรอบ มีมานะอดทน เพราะสามารถระบายสีได้หมดทั้งหน้า บางคนก็ชอบตัดเส้นให้ความรู้สึกดูเก๋ไกไปอีกแบบ รูปแบบทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่สีเขียวชอบใจมากๆ ปลาบปลื้มอย่างที่สุด และไม่เคยทำได้ด้วย เวลาสีเขียวระบายสี เธอจะมักระบายแค่ในส่วนที่เธอชอบเป็นพิเศษ อย่างเช่นบริเวณผมที่เป็นลอนของตัวการ์ตูน ริมฝีปากอันเจิดจรัส และดวงตาคู่สวยเท่านั้น

พี่แหวนพึ่งจะมาถึงไม่นาน  ยังไม่ทันจะได้ดื่มน้ำ และพักผ่อนอะไรเลย ต้องมานั่งจุ้มปุ๊กงงๆกับสีเขียวซะแล้ว

อย่างไรก็ตาม พี่แหวนก็ยอมตามใจสีเขียวแต่โดยดี ไม่แสดงสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยเลยซักนิด พี่เลี้ยงคนใหม่หยิบสีฟ้าขึ้นมาเป็นสีแรก แต่พอได้ลงมือระบายเท่านั้นแหละ สีเขียวเองต่างหาก ที่กลายเป็นฝ่ายไม่พอใจขึ้นมาทันที เพราะฝีมือในการแต่งแต้มของพี่แหวน ไม่ต่างอะไรไปจากสไตล์ของเธอเลยซักนิด คือระบายเป็นวงกว้างๆ แบบหยาบๆ สีหนักเบาไม่เท่ากัน ดูเหมือนไม่แน่ใจว่าจะบังคับให้สีไปทางไหนดี รู้แต่แค่ว่าพยายามให้อยู่ในช่องที่ตนกำลังลงสีอยู่เป็นพอ

“ เอ๊ะ ทำไมระบายไม่สวยเลยล่ะ ”

สีเขียวท้วงขึ้นมา พี่แหวนที่น่าสงสารไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร ก็หยุดระบายสีทันที

“ งั้นไม่ต้องระบายแล้ว พี่แหวนอ่านให้ฟังหน่อยสิ ”

เจ้าหญิงน้อยของเราหมายถึงเนื้อเรื่องที่เขียนอยู่ใต้ภาพของสมุดระบายสี จริงๆสีเขียวก็รู้ดีอยู่แล้วว่านิทานภาพระบายสีเล่มนี้ มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร เพราะเคยดูในวิดีโอที่พ่อซื้อให้มาก่อน แต่พอมีใครเล่าถึง หรือได้ยินใครอ่านทีไร สีเขียวกลับไม่เคยเบื่อเลยซักนิด มีแต่ยิ่งหลงใหลในเนื้อเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ

“ พี่แหวนอ่านหนังสือไม่ออกหรอกจ้ะ ”

และนี่คือประโยคแรก สำเนียงแปร่งๆแบบไม่คุ้นหูที่พี่แหวนพูดกับสีเขียวตั้งแต่เข้ามาในบ้านหลังนี้ เป็นประโยคเรียบๆ ที่ง่ายๆ ตรงไปตรงมา ไม่มีพิธีรีตอง และไร้ร่องรอยความอับอายอะไรทั้งสิ้น สิ่งนี้ทำให้สีเขียวรู้สึกประหลาดใจในตัวพี่แหวนมากขึ้นไปอีก เพราะนอกจากฝีมือระบายสีระดับเดียวกันแล้ว พี่แหวนเองก็อ่านหนังสือไม่ออกเช่นเดียวกัน

ก่อนนอนคืนนั้น สีเขียวนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินการออกอากาศทางวิทยุในรถที่พูดคุยกับแขกรับเชิญถึงเรื่องผู้ไม่รู้หนังสือในประเทศ แต่ตอนนั้นสีเขียวกลับคิดว่า รายการดังกล่าวกำลังหมายถึงเด็กๆเช่นเธอเท่านั้น วันนี้นี่เองที่สีเขียวเข้าใจความหมายของมันมากขึ้น และรู้ว่าไม่ใช่แต่เด็กๆเท่านั้นที่อ่านหนังสือไม่ออก ผู้ใหญ่เองก็มีเช่นกันเดียวกัน

307450596708804.jpg
 
จะว่าไปแล้ว ยายของสีเขียวก็อ่านหนังสือไม่ออกเหมือนกัน แต่สีเขียวเคยคิดว่านั่นเป็นเรื่องของคนสมัยก่อน