หมวดหมู่

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Paris 2018 in my eyes.. ❤ โดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดายในปารีส ❤

"Bonjour Madame, Paris is for you.. 🗼"  ขอหยิบยกคำกล่าวตอนรับจากพนักงานสาวสวยจาก Tourist Information จากห้าง Galeries Lafayette Home ที่มีใบหน้าคล้ายราเชล แม็คอดัมส์ และมีเซอร์วิสมายอันเต็มเปี่ยมมาเป็นจุดเปิดเรื่องในการรีวิวการเดินทางแบบไม่สุมมุกสุมบัน 5 วัน 4 คืน แต่ก็ทรหดพอสมควรสำหรับคนที่คาดไม่ถึงว่ามันจะต้องเดินเยอะขนาดนี้

ในรีวิวนี้เราจะไม่ลงลึกในรายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่โฟกัส อย่า อย่าพึ่งหมั้นไส้กัน ที่ไม่ลงรายละเอียดนั้นใช่ว่าเราสวยและรวยมาก แต่เป็นเพราะเราเป็นคนที่คิดเรื่องตัวเลขในหัวยังไงก็ผิด ยังไงก็มั่ว และไม่ใช่ธรรมชาติของเราที่จะมาจดค่าใช้จ่ายประจำวัน วิถีที่เราเลือกใช้คือการประมาณคร่าวๆ กินถูกบ้าง แพงบ้างสลับกัน อันไหนอยากลองก็จัด อันไหนไม่ได้อยากลองเท่าไหร่ก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องเปย์ ประกอบกับเป็นคนที่ไม่ได้ตั้งใจมาปารีสเพื่อซื้อของแบรนด์เนม ดังนั้นไม่ได้ต้องห่วงว่างบเราบานปลายอะไรมาก แต่เราจะมาแบ่งปันในเรื่องราวของความประทับใจในเหตุการณ์กับเราในปารีส สิ่งที่ค้นพบเมื่อไปถึงในมุมมองของเรา และสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญที่สุดในการเดินทางคนเดียวต่างบ้านต่างเมืองคืออะไรบ้าง เอาล่ะมาเริ่มกันเลย 🤗 


เนื่องจากการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางคนเดียวในมหานครที่ขึ้นชื่อว่าต้องระวังมิจฉาชีพให้มากเป็นอันดับต้นๆของโลก เราจึงต้องเตรียมตัวกันนิดหนึ่ง แรกๆเวลาอ่านกระทู้ใน Pantip เกี่ยวกับประสบการณ์อันเลวร้ายของเพื่อนๆคนอื่นที่พบเจอในรถไฟใต้ดินของปารีส เรายอมรับเลยว่า Panic มากพอสมควร และเริ่มสงสัยในตัวเองว่าจะเอาตัวรอดได้ไหมหว่าเรา 😰 หน้าตาก็เอเชียดีๆเป็นที่เพ่งเล่งซะขนาดนี้ ซ้ำยังเดินทางคนเดียวอีก ทักษะการเอาตัวรอดที่สมควรมีในเมืองใหญ่เช่นการอ่านแผนที่ การใช้ Google Map ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราเป็นคนที่อยู่บางกอกก็ไม่ค่อยได้ไปไหนนอกจากห้างในละแวกบ้าน ไม่ได้ขับรถ ไม่เคยต้องดูแผนที่ ดังนั้นจะเริ่มคิดว่าการจองตั๋วเครื่องบินไปปารีสเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองเมื่อหลายเดือนก่อนอาจเป็นการพาตัวเองไปพบเจอสถานการณ์ที่ไม่ปาราถนาเลยก็เป็นได้ 

แต่ If one can do, I can do. คนอื่นตั้งเยอะแยะที่เดินทางไปปารีสคนเดียวแล้วกลับมาตั้งกระทู้รีวิวได้ เราเองก็ต้องทำได้สิน่า พอคิดได้ตั้งนี้ก็เลยเริ่มฮึกเหิมขึ้น เอาน่าอย่างน้อยก็คงไม่ถึงตาย อย่างมากก็แค่ไปตายเอาดาบหน้าเท่านั้นเอง!😂

และในส่วนของการเตรียมตัวให้พร้อมนี้ เรามี 3 ตัวช่วยที่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในการเดินทางมากขึ้น และที่สำคัญมันเมื่อไปล้วก็พบว่ามันก็ Work จริงในแง่ Practical พี่น้อง 3 สิ่งนั้นคือ

2. Application ชื่อ "City Mapper" 
3. กระเป๋าซ่อนเงินที่เพื่อนเย็บให้

1. "เที่ยวปารีสกันมั้ย voyage à paris" กลุ่มเล็กๆที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ 1,500 คนนี้เป็นกลุ่มที่เมื่อเข้าไปตั้งคำถามเกี่ยวกับปารีสแล้วจะได้รับคำตอบอย่างท่วมท้นจากเพื่อนๆหลายๆคนในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้รับรู้ได้ถึงมิตรภาพดีๆและข้อควรรู้จากเพื่อนๆที่ได้ผ่านประสบการณ์ซึ่งเรากำลังจะได้ไปพบเจอในปารีส ถือเป็นสังคมเล็กๆที่มีคุณภาพ และเป็นประโยนช์มากสำหรับคนที่ต้องการเตรียมความพร้อมในการเดินทาง

2. "City Mapper" คือ Application ที่ Host ชาวปารีสคนหนึ่งใน Airbnb แนะนำให้ใช้เมื่อเราถามถึงการเดินทางจากสนามบิน Charles de Gaulle ไปยังบ้านของเขา หลังจากการใช้งานจริงบอกได้เลยว่าเป็น Application ที่เชื่อถือได้ มีความถูกต้องแม่นยำแบบ Real time ประทับใจเราเป็นที่สุด แนะนำให้โหลดกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในปารีสด้วยเมโทร, รถบัส หรือ Uber เอาอยู่หมดแบบหายห่วง หากคนที่ไม่ได้ช่ำชองในการเดินทางและมักจะงงกับอะไรใหม่ๆอย่างเราสามารถเดินทางในปารีสอย่างอิสระเสรีในทริปนี้ได้ I am sure you can❗

3. หลายๆรีวิวสำหรับการเดินทางในปารีสมักจะบอกว่าเพื่อเราควรกระจ่ายเงินสดไว้หลายๆที่ ไม่ควรเก็บเงินไว้ที่ใดที่เดียว และแนะนำกระเป๋าคาดเอวสำหรับเก็บเงินแบบบางที่สามารถสวมกางเกงทับได้อีกชั้น  เพราะยากแก่การถูกล้วง ซึ่งตอนแรกเราก็ว่าจะสั่งกระเป๋าคาดเอวมา แต่เห็นมีอยู่กระทู้หนึ่งใน Pantip แนะนำกระเป๋าใบเล็กๆที่สามารถใส่เงิน หรือบัตรเครดิตแล้วนำมาประยุกต์คล้องไว้กับชุดชั้นในได้ หน้าตาแบบนี้

ภาพจาก Pinterest

เราเห็นแล้วก็รู้สึกเก๋ดี ใช้แล้วดูมีความเป็น Lady มากกว่ากระเป๋าคาดเอว ดังนั้นรอช้าอยู่ใย ขอให้เพื่อนช่วยเย็บให้ดีกว่า และ Tada นี่คือกระเป๋าที่เพื่อนเราเย็บให้ โดยเรา Request ขอเป็นผ้าซาตินสีขาว ส่วนตัวเราใช้ติดกับสายเสื้อในเพราะลองติดแล้วรู้สึกรำคาญน้อยกว่าการติดไว้ตรงกลางเสื้อในแบบในรูป และคล่องกว่ามากในการล้วงควักยามใช้เงิน ที่สำคัญใช้แล้วจะรู้สึกปลอดความกังวลในการถูกล้วงกระเป๋าตอนที่ไม่รู้ตัว เรียกว่าตัดกรณีนี้ออกไปได้เลยเพราะไม่มีทางเป็นไปได้

สำหรับใครที่เย็บเองไม่เป็น และต้องการ Contact เพื่อนเราเพื่อสั่งเย็บบ้างก็แอดไลน์ไปที่ ได้เลย

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

รีวิว SunAway Natural Skin Booster & Blur Light Protection Serum กันแดดเนื้อเซรั่มสำหรับคนติดจอโดย

SunAway Natural Skin Booster & Blur Light Protection Serum กันแดดเนื้อเซรั่มสำหรับคนติดจอโดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ซันอะเวย์ (SunAway) กันแดดแบบทานยอดขายอันดับ 1 ที่คนเป็นฝ้ากระแนำนำและบอกต่อกันมากที่สุด รวมถึงผู้ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งเราคุ้นเคยกันดี ซึ่งกันแดดตัวนี้ที่ถูกออกแบบมาสำหรับคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมถึงคนที่ใช้ Smart phone, Tablet เป็นประจำอีกด้วยค่ะ เบื้องต้นเรามาดู Packaging กันอย่างละเอียดดีกว่า






เป็นกล่องทรงสามเหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกระทัดรัด 
ด้านที 1 ก็ระบุชื่อของครีมกันแดด และค่า SPF ที่เคลมไว้คือ SPF 25 PA++




ด้านที่ 2 ก็บอกวิธีใช้เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น 
จุดที่น่ารักมากคือใช้รูปเล็กๆสื่อถึงคุณสมบัติของครีมกันแดดขวดนี้ 



ด้านสุดท้ายก็จะบอกส่วนผสม และมีสติกเกอร์ที่อธิบายสรรพคุณ 
วิธีใช้ภาษาไทย เลขที่จดแจ้ง และวันหมดอายุ 


SunAway Natural Skin Booster & Blur Light Protection Serum มีขนาด ขนาด 50 mi. ราคา 990.- (ก่อนซื้อควรสอบถามราคาโปรโมชั่นอีกครั้งค่ะ) 

เอาล่ะ มาดูคุณสมบัติหลักๆของเซรัมกันแดดขวดนี้กันค่ะ 

PHORMISKIN BIOPROTECH G : 
  •  ปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของแสงแดด
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • ปรับผิวให้กระจ่างใส ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน

Early Boost : 
  • ปกป้องผิวด้วยกระสะท้อนรังสี UV ทุกชนิด เหมือนมีฟิล์มมาเคลือบผิว
  • กักเก็บความชุ่มชื้นเพิ่มพลังให้ผิวมีชีวิตชีวาตลอด 24 ชม.
  • ผลัดเซลล์ผิวเก่า
  • ช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน

COBIODEFENDER EMR : 
  •  ปกป้องผิวจากรังสี HEV (High Energy Visible Light Radiation) เช่น แสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ 
  • ปกป้องผิวจากรังสี IR (Infrared) เช่น ไอร้อนจากเตาอบ ไดร์เป่าผม หรือไอร้อนจากการทำครัว 
  • ปกป้องผิวจากรังสี EMR (Electromagnetic Radiation) หรือคลื่นแม่เหล็ก จากโทรศัพท์มือถือ wifi คลื่นอินเทอร์เน็ต
  • ลดการเกิดริ้วรอยที่มีสาเหตุมาจากรังสี HEV

ซึ่งข้อดีคือของกันแดดชนิด Physical Sunscreen คือใช้แล้วจะไม่มีการซึมเข้าสู่กระแสเลือด (หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลต่อตับ) เหมือนครีมกันแดดแบบ Chemical Sunscreen ที่ขึ้นชื่อว่าอมความร้อนไว้ที่ผิว ส่งผลให้ผิวไวต่อการระคายเคือง และยังทำให้อายุของผิวเสื่อมลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย

ส่วนใครที่กังวลอยู่ว่าค่า SPF25 PA++ จะเอาอยู่ไหม ซึ่ง SPF1 สามารถกันแดดได้เป็นเวลา 20 นาที ดังนั้น SPF25 ก็จะกันแดดได้อยู่ที่ 25x20 = 500 นาที หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 8 ชั่วโมงนั่นเอง หลายท่านที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำจะรู้ดีว่า เพื่อการป้องกันที่สูงสุด เราควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งค่า SPF25 นี่เมื่อทาลงบนผิวแล้วจะทำให้ผิวไม่ดูขาววอกจนเกินไปเมื่อเที่ยบกับค่า SPF ที่สูงๆ เมื่อรวมกับคุณสมบัติเนื้อเซรั่มที่ให้ความรู้สึกบางเบาแล้ว สามารถทาทับเมคอัพได้โดยไม่ต้องกังวลถึงความเหนอะหนะ และสีเครื่องสำอางก็ไม่เพี้ยนด้วยค่ะ


ที่สำคัญครีมกันแดดตัวนี้มีสารกันแสงสีฟ้าโดยเฉพาะต่างหาก ซึ่งสามารถป้องกันรังสีอินฟาเรด, กันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อย่างเช่นคลื่นจากมือถือก็สามารถป้องกันได้ ซึ่งในทางการแพทย์แล้ว คลื่นต่างๆเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียต่อผิวทั้งสิ้นค่ะ






ลองเกลี่ยแล้วสีผิวไม่เปลี่ยน ซึมเร็ว ไม่มีกลิ่นของน้ำหอมที่อาจจะก่อให้เกิดการระคายเคือง

อย่างไรก็ตามสำหรับเมื่อลองใช้ทาบนใบหน้าดูแล้ว ส่วนตัวรู้สึกว่าเนื้อของกันแดดจะค่อนไปทางเนื้อครีมผสมกับเนื้อมูสมากกว่าเนื้อเซรั่มค่ะ ซึ่งส่วนตัวไม่ได้ติดใจอะไรเพราะทาลงไปที่ผิวแล้วซึมเร็ว ไม่ทิ้งคราบมันใดใดบนใบหน้า ระหว่างวันก็ไม่รู้สึกเบาสบายผิวค่ะ (เราเป็นคนผิวธรรมดานะคะ)


เชื่อว่าหลายคนที่ทานกันแดด SunAway กันอยู่แล้วกันล้วนใช้ครีมกันแดดเช่นกันเพื่อป้องกันผิวทั้งจากภายในและภายนอก เท่าที่ได้ลองใช้มา SunAway Natural Skin Booster & Blur Light Protection Serum ก็เป็นครีมกันแดดดีๆอีกตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติครอบคลุมไลฟ์สไตล์ของผู้ติดจอได้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่มาของการแบ่งปันข้อมูลกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการซื้อครีมกันแดดนะคะ 



ส่วนใครที่สนใจ สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ 


References

1. http://www.mmc.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1207:spf&catid=100&lang=th&Itemid=623
2. https://www.patcharapa.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-physical-chemical/
3. https://www.telegraph.co.uk/science/2016/06/17/selfies-can-age-the-skin-and-cause-wrinkles-warn-dermatologists/

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561

รีวิวผมดัดมาแล้ว 1 เดือนจากร้าน The Cortice สยามสแควร์


สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้เราจะมารีวิวผมที่ดัดมาแล้วเป็นเวลา 1 เดือนให้ดูว่าเซ็ทแล้วลอนดูเป็นอย่างไรนะคะ 🙂

เนื่องจากเดือนที่แล้วมีโปรโมชั่นราคาพิเศษเมื่อดัดผมกับช่างใหม่ เราเลยจองคิวดัดกับอาจารย์มินค่ะ
(ปกติแล้วเราจะดัดกับอาจารย์โฮ และอาจารย์เจน)

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเมื่อดัดออกมาแล้วดูไม่ต่างกับที่ดัดกับอาจารย์โฮ และอารารย์เจนเลยค่ะ 555 แถมราคายัง Soft ลงอีก 😉

อาจารย์มินดัดออกมาได้ถูกใจ ตรงตามที่เราสื่อสารว่าอยากได้แบบไหนเป๊ะเลย เยี่ยม👍

มาดูกันดีกว่าค่ะว่าออกมาเป็นอย่างไร ทรงนี้เรายืดโคน(เราเป็นคนผมเส้นใหญ่ และหยักศก ถ้าไม่ยืดจะดูฟูค่ะ) ดัดปลายแบบหมุนออก และเซ็ทเองด้วยการเป่าลมและหมุนออกค่ะ


ด้านหน้านะคะ เราชอบลอนใหญ่ ดูเป็นธรรมชาติดี 


โฟกัสที่ลอนกันชัดๆค่ะ


รูปด้านข้างค่ะ จะเห็นว่าลอนด้านหน้ากับมีการไล่ระดับกันดี


ถ้าดูจากด้านหลังก็จะเห็นชัดเจนเลยค่ะว่าลอนจะไล่ระดับกันอยู่ 2 ชั้น 
คือชั้นบนกับชั้นล่าง ซึ่งเวลาเซ็ท(เป่าลมและหมุนออก) เราก็ต้องค่อยๆเซ็ทที่ล่ะชั้นค่ะที่จะออกมาสวย 


ส่วนค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ เล็มผม+ยืดโคน+ดัดปลาย อยู่ที่ 5,000.- ค่ะ สำหรับบางคนที่ผมตรงอยู่แล้วและต้องการดัดก็อาจจะถูกลงกว่านี้เพราะไม่ต้องยืดค่ะ ปกติแล้วแต่ล่ะเดือนทางร้านจะมีโปรโมชั่นใหม่ๆเกี่ยวกับการทำเคมีอยู่เสมอ ดังนั้นลองสอบถามกับทางเพจ The Cortice ก่อนจองคิวได้ค่ะ

วันนี้ขอจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ หากมีคำถามอะไรส่งข้อความมาทางเพจได้นะคะ ขอบคุณที่รับชมค่ะ ❤

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ซันอะเวย์ (SunAway) กินกันแดด ไอเท็มกันแดดที่ตามหา




ไม่ว่าจะหน้าฝน หน้าร้อนหรือหน้าหนาว‼ ผิวของเราก็หนีรังสี UV ไม่พ้น วันนี้เมย์ขอเสนอไอเท็มกันแดดที่ไม่ต้องทาก็กันแดดได้มาแนะนำค่ะ

Tada❗ ซันอะเวย์ (SunAway) 🌤  อาหารเสริมต้านแดดหรือกันแดดแบบกิน ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะมีส่วนผสมของสารประกอบหลักที่ได้จากธรรมชาติถึง 6 ชนิด เป็นกันแดดที่เมย์เคยตามหามานานมาก เพราะเคยได้ยินมาว่ากันแดดแบบกินจะช่วยปกป้องผิวได้ดีกว่าแบบทา เมย์เลยอยากลองและในที่สุดก็ได้พบกับซันอะเวย์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

แอบสารภาพว่าตอนแรกเมย์ก็กังวลอยู่นิดๆเหมือนกันว่ากันแดดแบบกินจะปกป้องผิวได้มีประสิทธิภาพขนาดไหย ❔ แต่พอได้ลองกินมาสักพักรู้สึกได้เลยว่าผิวแข็งแรงขึ้นจริงค่ะ จากที่เคยออกแดดและแสบผิว ผิวลอก ผิวไหม้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ไปทะเล กลับมาทีไรผิวลอกเป็นแผ่นๆเลย😣) บอกได้เลยว่าตอนนี้ไม่มีอาการแบบนั้นให้เห็นอีกเลย

อ้อ นอกจากซันอะเวย์จะช่วยในเรื่องของการปกป้องผิวแล้ว ยังช่วยลด ฝ้า กระ ป้องกันอาการล้าของกล้ามเนื้อตา ลดอาการล้าของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายด้วยนะคะ

เอาล่ะ เรามาแกะกล่องดูข้างในกันดีกว่า 😄



เปิดกล่องข้างในมาเราจะเจอแผงแคปซูลหน้าตาแบบนี้อยู่ 2 แผงด้วยกัน และใน 1 กล่องจะบรรจุ 14 แคปซูลค่ะ 


พลิกมาด้านหลังก็จะเจอ อย. วันผลิต และวันหมดอายุครบถ้วนค่ะ


เม็ดแคปซูลมีสีแดงสดใส ขนาดเม็ดกำลังพอดีทานง่ายมาก 😊


อย่างปกติเวลาออกจากบ้านเราจะต้องทากันแดดและรอจนแห้ง ผ่านไป 2-3 ชม. ก็ต้องทาซ้ำอีกรอบ แต่ซันอะเวย์ กินกันแดดตัวนี้ ทานแค่วันละ 1 เม็ดตอนเช้าก่อนออกแดด แค่นี้ผิวของเราก็ได้รับการป้องกันแล้ว

สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่กำลังหากันแดดแบบกินอยู่ เมย์แนะนำให้ลองซันอะเวย์เลยค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวัง สามารถสั่งซื้ออนไลน์ได้ที่ www.suay360.com (อย่าลืมดู หรือสอบถามโปรโมชั่นกันก่อนสั่งนะคะ) อีกพิกัดหนึ่งคือที่ร้านบิวเทียมทุกสาขา 

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review ทาสีเจลที่ All About Nails & Spa ร้านทำเล็บในสวนศรี ณ The 66 Cottage สุขุมวิท 66

สวัสดีค่ะทุกคน ห่างหายกันไปซักระยะกับการเขียน Blog แต่วันนี้กลับมาแล้วค่ะ พร้อมกับพาร้านทำเล็บดีที่แวดล้อมไปด้วยสวนในละแวกอุดมสุขมาแนะนำกันให้หายคิดถึงด้วย ว่าแล้วก็ไปชมกันดีกว่าค่ะ


เชื่อว่าถ้าใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาลองทำเล็บภายใต้บรรยากาศสบายๆแล้วชื่นชอบธรรมชาติแบบเราเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แวะมาที่ร้าน All About Nails & Spa รับรองว่าไม่ผิดหวังค่ะ

All About Nails & Spa แห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในค่าเฟ่ร้านดังแสนสวยที่ชื่อว่า The 66 Cottage เรียกได้ว่ามาทานขนม จิบชาเก๋ๆแล้วยัง Relex ต่อด้วยการทำเล็บก็ย่อมได้


พอเข้ามาด้านในก็จะเห็นว่าทางร้านใช้สีเจลนำเข้าจากประเทศเกาหลีที่ชื่อว่า Bandi ค่ะ ซึ่งส่วนตัวก็พอรู้จักแบรนด์นี้มาบ้าง เห็นว่านอกจากคุณภาพของสีที่ดีแล้ว ยังโด่งดังเรื่องของกลิตเตอร์ที่เด่นชัด และหลากหลายอีกด้วย


ส่วนโซฟามีอยู่ 2 ตัวค่ะ ทางร้านเป็นระบบโทรมาจองคิว แต่จังหวะไหนไม่มีลูกค้า จะ Walk in เข้ามาเลยก็ได้เช่นกัน

ถึงอากาศจะยังร้อนอยู่ แต่นี่ก็เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวแล้ว ใครผ่านห้างดังทั้งหลายย่านราชประสงค์ก็คงเห็นต้นคริสมาสตั้งตระหง่านกันให้พรึ่บพรับ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ "Winter Nails" คือธีมของการทำเล็บของเราวันนี้ค่ะ

ว่าแล้วก็ไม่รอช้า เปิด IG ตามด้วยค้น Hashtag #WinterNails แล้วก็เลือกแบบที่ถูกใจจนได้มาซึ่งรูปนี้จากของร้านทำเล็บญี่ปุ่น (IG: boxnews_nail) ค่ะ แต่ส่วนตัวอยากทำที่เล็บมือ ปรึกษาช่างแล้ว ช่างก็น่ารัก ช่วยหาสีที่ใกล้เคียงกับแบบมาให้เลือก และแจ้งก่อนทำว่าสติกเกอร์ลายเกร็ดหิมะสีทองแบบในรูปทางร้านไม่มี ซึ่งเราเองก็ไม่ซีเรียส เลยบอกช่างว่าใช้กลิตเตอร์สีทองแทนก็ได้ แค่ภาพรวมออกมาคล้ายๆก็พอใจแล้ว


เลือกได้แล้วก็เข้าสู่กระบวนการทำกันเลย เนื่องจากได้เข้าไปใช้บริการช่วงวันธรรมดาตอนสายๆ ซึ่งหลายๆคนอาจจะติดงานกัน ในร้านเลยไม่ใครนอกจากช่างกับเรา ถือว่าเป็นอารมณ์ทำเล็บที่ Private ได้อีก





แล้วก็ Tada! นั่งเล่นมือถือเพลินๆ ไม่นานเลยก็ทำเสร็จค่ะ งานออกมาสวยเหมือนแบบ(ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง) ราคาของแบบที่ทาอยู่ที่ 600.- ถือว่าไม่แพงเลยใช่ไหมคะ เมื่อมีบรรยากาศสวนสวยรายล้อม และช่างที่บริการดี ใส่ใจลูกค้า

สำหรับบริการของร้าน All About Nails & Spa นอกจากทาเล็บและต่อเล็บแล้ว ก็ยังมีสปามือและเท้าอีกด้วย ในส่วนของการเดินทางก็ไม่ยากเลยค่ะ แนะนำให้นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีอุดมสุข และเดินต่อเข้ามานิดหน่อย (ประมาณ 5 นาที) เข้ามาที่ซอยสุขุมวิท 66 โดยร้านจะอยู่ด้านในคาเฟ่ The 66 Cottage ค่ะ

เอาล่ะ! เพื่อนๆคนไหนที่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทำเล็บในสวนดูบ้าง ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage ของทางร้านที่ https://www.facebook.com/allaboutnailsnspa/ นะคะ

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ไม่อยากเป็นสิวอุดตัน ต้องเลี่ยงครีมที่มี Mineral Oil

เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผิวของเมย์ก็ดูอิดโรย ไม่สดใส พยายามบำรุงอย่างเต็มที่ก็รู้สึกเหมือนมันดีขึ้น แต่ไม่สุด ไม่รู้ว่าเพราะอะไร และเริ่มมีสิวอุดตันเกิดขึ้นประปรายจากแต่ก่อนที่ไม่มีเลย จึงได้เริ่มเคร่งครัดกับตัวเองตามปัจจัยต่างๆที่เราเชื่อว่าจะช่วยให้สิวลดได้ผ่านการดูแลตัวเองจากภายในเช่นการอาหาร, การพักผ่อน, ความเครียด และการดูแลตัวเองจากภายนอกเช่นการใช้ Skincare ที่เหมาะสม, ทากันแดดไหม ล้างเครื่องสำอางออกหมด

แต่ถึงจะพยายามดูแลผิวหน้าเป็นอย่างดี เมย์รู้สึกว่าสิวอุดตัน และอาการผิวดูหมองๆ มันก็เป็นๆหายๆ ถ้าไม่หลอกตัวเองก็จะรู้สึกว่าไม่เห็นจะดีขึ้นเท่าไหร่เลย จากจุดนั้นเองที่เมย์ตัดสินใจลองศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แนว Organic ดู ทำให้พบว่าเหล่า Beauty Guru ไม่ว่าจะเป็นสาย Healthy, สาย Organic, ตลอดจนสายธรรมชาติบำบัด ต่างบอกตรงกันว่า "You are what you eat." ซึงในหลายครั้งการบริโภคที่ว่านี้ไม่ได้มีรูปแบบเพียงการทานเข้าไปแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งต่างที่เรานำมาใช้กับร่างกายของเราอย่างเป็นประจำ เช่นการทาครีมก็เช่นกัน เพราะว่าร่างกายของเรานั้นสามารถดูดซึมสารอันตรายต่างๆผ่านผิวหนังได้! 

จากนั้นเมย์จึงลองค้นหาส่วนผสมของสารสกัดที่ไม่เป็นมิตรต่อผิว และลองนำมาเปรียบเทียบกับฉลากด้านหลังผลิตภัณฑ์ดู และในวันนั้นเองที่เมย์เจอสารสกัดที่มีชื่อเรียกเก๋ๆ ฟังดูเป็นแพงหน่อยๆว่า "Mineral Oil" ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุของสิวอุดตันที่เมย์ประสบอยู่ในขณะนั้นเป็นส่วนผสมอยู่ในอันดับต้นๆอยู่ใน Cleaning oil ที่ใช้ล้างเครื่องสำอางที่ใช้มาซักระยะ

เห็นแบบนี้แล้วใครอยากใช้กับผิวหน้าบ้าง ?

ถึงชื่อจะดูแพง แต่จากข้อมูลที่ได้รับมา Mineral Oil นั้นเป็นเพียงแค่น้ำมันใสๆที่ปราศจากกลิ่น จัดอยู่ในกลุ่มน้ำมันปิโตรเลียมที่ใช้สำหรับรถยนต์ หรืออีกนัยคือน้ำมันเกรดโรงงานอุตสหกรรม ห่างไกลกับเกรดที่คู่ควรกับการนำมาใช้กับผิวหน้าโดยสิ้นเชิง และด้วยความที่มันราคาถูก หายแบรนด์จึงนำมาใช้เป็น 1ในส่วนผสมของเครื่องสำอางในกลุ่ม Moisturiser

เมื่อมาลองทบทวนระยะเวลาที่เริ่มใช้คือประมาณ 3 อาทิตย์ เปรียบเทียบกับช่วงที่สิวอุดตันเริ่มขึ้นก็ค่อนข้างตรง! ก็อดแอบรู้สึกไม่ได้ว่าทำไมเราชะล่าใจช้าจังเลย แต่มาคิดดูอีกที แต่ไหนแต่ไร ส่วนมากเวลาที่สิวขึ้นเราก็มักจะคิดว่ามันมาจากครีมที่ใช้ไม่เหมาะกับเรา และละเลยเครื่องสำอางประเภทอื่นๆที่เราใช้มันกับผิวหน้าเป็นประจำ

ทำไม Mineral Oil จึงก่อนให้เกิดสิวอุดตัน ?


จากบทความของเว็บไซด์ต่างประเทศต่างบอกเป็นแนวเดียวกันว่า โดยธรรมชาติแล้ว ผิวต้องการการแลกเปลี่ยนก็าช Oxygen และ Carbondioxide อยู่ตลอดเวลาเพื่อคงความสมดุลย์ แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Mineral Oil เป็นส่วนผสมเป็นประจำทำให้ผิวของเราไม่สามารถหายใจได้อย่างปกติ ไม่เพียงแต่สารบำรุงต่างๆจะเข้าไปไม่ถึงผิวชั้นใน ผิวเองไม่สามารถระบายความร้อน และผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติได้ จึงส่งผลให้กลไกการทำงานของต่อมไขมันในผิวหนังเสื่อมสภาพ นานวันเข้าก็ไม่สามารถผลิตน้ำมันมาเคลือบผิวเพื่อคงความชุ่มชื้นของผิวไว้ตามธรรมชาติ ได้อีกต่อไป จึงทำให้เราต้องอาศัยการใช้เครื่องสำอางต่างๆมาทำหน้าที่สร้างความชุ่มชื่นขึ้นมาให้แทนอย่างขาดไม่ได้

รูปด้านซ้ายคือผิวที่หายใจได้อย่างปกติ ส่วนรูปด้านขวาจะเห็นว่าจะถูกเคลือบด้วย Mineral Oil ที่ผิวชึ้นบนสุดอีกที 
ทำให้ผิวหายใจได้น้อยลง ปิดกั้นการเปลี่ยนก๊าชและสารบำรุงต่างๆทั้งจากด้านนอกและด้านใน

โดยเฉพาะครีมบำรุงผิวหน้าที่อยู่บนผิวหน้าเราหลายชั่วโมงนานกว่าใครเพื่อน ยิ่งต้องอ่านฉลากให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตันนี้
  • Petrolatum 
  • Liquid paraffin 
  • Paraffin oil 
3 ส่วนผสมนี้คือชื่อในรูปแบบอื่นๆของ Mineral Oil ที่เราจะเห็นได้บนฉลากหลังผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Primer, ครีมทาหน้า, ครีมทามือ, ลิปปาล์ม, มาร์คบำรุงผิว ถ้าเจอเมื่อไหร่ก็แนะนำให้วางของสิ่งนั้นลงที่เดิมได้เลย


ลองดู Kindness ครีมบำรุงผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน


ส่วนใครที่มีประสบปัญหาผิวแห้ง หรือขาดการล้างเครื่องสำอางด้วย Oil ไม่ได้เลย เมย์อยากแนะนำให้ลองดูผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันที่สกัดจากจากธรรมชาติเช่น
  • Coconut Oil 
  • Shea butter 
  • Vitamin E 
  • Jojoba Oil 
  • Cocoa Butter 
  • Olive Oil 
ที่ถึงแม้ว่าจะมีราคาอาจสูงกว่า แต่ปลอดภัยกว่ากันอย่างแน่นอน

หลังจากนั้นเมยก็เลิกใช้ Cleansing Oil ขวดนั้นอย่างเด็ดขาด และเปลี่ยนมาใช้น้ำมันพระพร้าวสกัดเย็นอยู่พักหนึ่ง ในขณะเดียวกันเมย์ก็สังเกตผิวตัวเองก็เห็นว่าผิวที่ดูล้าๆ ไม่เปล่งปลังสดใสเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในสัปดาห์แรก

ในส่วนของสิวอุดตันๆก็ไม่ขึ้นใหม่ ส่วนที่มีอยู่แล้วก็ค่อยๆถูกดันออกมา(ในส่วนนี้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติสามารถซึมเข้าไปทำให้บริเวณที่เป็นสิวอุดตันมีความชุ่มชื้น เร่งการผลัดผิวตามธรรมชาติ) และกดออกได้ในที่สุด ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน สำหรับใครที่รู้ว่านานไปอาจจะไปให้คุณหมอตามคลีนิคความงามกดสิวอุดตันออกก็ได้เช่นกัน

ท้ายที่สุดนี้เมย์หวังว่าการแบ่งปันประสบการณ์ครั้งนี้จะมีประโยนช์กับหลายๆคนไม่มากก็น้อย การเป็นคนช่างเลือก ช่างถามก่อนจะ Consume อะไรเข้าไปสู่ร่างกายเราจะช่วงป้องกันไม่ให้เราต้องเสียเวลา เสียสุขภาพจิตในการมาตามแก้ไขที่หลังอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

REFERENCES
[1] 5 Scary Reasons To Avoid Petroleum and Mineral Oil in Your Skincare Products https://beautyeditor.ca/2014/10/16/petroleum-mineral-oil-skin-products
[2] The top 5 myths about mineral oil part 1 http://thebeautybrains.com/2006/11/the-top-5-myths-about-mineral-oil-part-1/

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Review ยืดโคน-ดัดปลาย กับอ.เจน ร้าน The Cortice

เสาร์ที่ผ่านมา เมย์ได้มาทำผมใหม่กับ อ.เจน ร้าน The Cortice สยามสแควร์ ซ. 7 จากที่ไม่ได้ทำเคมีผมมา 1 ปีเต็ม โดยรอบนี้ตั้งใจจะมาดัดผม เพราะชอบลอนสไตล์เกาหลีที่ดูเป็นธรรมชาติหลังดัดที่หลายคนจะรู้ว่าเป็นงานถนัดของ The Cortice เลย


สภาพผมก่อนทำคือผมหยักโศก และฟู ตามธรรมชาติลงโทษ 555 ช่วงปลายจะแห้งและมีสีผมที่เคยทำไว้ติดอยู่


หลังจากเช็คสภาพผมแล้ว อ. เจนแนะนำให้เล็มปลายออกประมาณ 1 นิ้ว
และเนื่องจากเมย์มีผมเส้นใหญ่ ถ้าไม่ยืดช่วงโคน ผมก็จะดูฟู ไม่ค่อยเป็นทรง ถ้าอยากให้ดูสวยควรจะยืดก่อน แล้วค่อยดัด


ดั้งนั้นขั้นตอนถัดมาคือใส่น้ำยาที่ทำหน้าที่คลายเส้นผม เพื่อให้เส้นผมคลายตัว พร้อมรับน้ำยายืดค่ะ


จากนั้นก็ทำการยืด โดยยืดตั้งแต่โคนผมถึงช่วงกลางๆ ส่วนปลายเว้นไว้สำหรับดัดค่ะ


เมื่อยืดผมเสร็จก็ได้ฤกษ์เริ่มดัดกันแล้ว ดัดรอบนี้เมย์บอก อ.เจน ขอแกนใหญ่ๆเลย เป็นคนชอบลอนใหญ่ๆ 


ใส่น้ำยาล็อกเส้นผมเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดัด


เมื่อล้างผมเสร็จก็ได้วิธีสอนเซ็ทผมแล้ว ลอนตอนเปียกยังสวย ถูกใจมาก


สำหรับเทคนิคการเซ็ทผมก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ด้านหลังหมุนเข้า และด้านหน้าหมุนออก แต่ที่ต้องใส่ใจก็คือระหว่างเซ็ทต้องแบ่งผมออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนด้านบนและล่าง เนื่องจากความยาวของผมเมย์ไม่เท่ากัน ถ้าเซ็ทโดยไม่แบ่งผมอาจทำให้เก็บรายละเอียดระหว่างเซ็ทได้ไม่ดี


และ Tada! เสร็จแล้วค่ะ ออกมาสวย ถูกใจมาก ดูเปลี่ยนไปจากเดิมอยู่เหมือนกัน


ดูเห็นข้างหลังแล้วอยากรู้จักผู้หญิงคนนี้จังเลย 55

สุดท้ายนี้ขอบคุณ อ. เจน และผู้ช่วยคุณหวาน สำหรับทรงผมสวยๆและคอยดูแลเมย์ระหว่างการทำผมในครั้งนี้ค่ะ 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถโทรไปจองคิว อ.เจน ได้ที่ 087 364 4442 หรือทางเพจ The Cortice ได้เลยค่ะ