หมวดหมู่

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประเดิมร้านทำผมสไตล์ญี่ปุ่นย่านทองหล่อ Spa & Hair Lilac by 106 Hair

สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน วันนี้ Review ของเราจะมาแนวคิระ คิระ สว่างไสว วิ้งวั๊บกันนิดหนึ่ง ✨ แต่ไม่รู้ว่าจะสื่อถึงความรู้สึกที่เปล่งประกายได้มากน้อยแค่ไหนนะคะ นานๆจะลองเขียนอะไรแนวนี้ แต่ที่อยากนำเสนอถึงความสดใสเป็นเพราะบรรยากาศโดยรวมของร้าน Spa & Hair Lilac by 106 Hair ทำให้เรารู้สึกแบบนั้นค่ะ

เพจของทางร้านคือ https://www.facebook.com/LilacHokkaido.by106/

เรื่องก็คือเมื่อช่วงกลางเดือนเราเห็นโฆษณาของร้านทาง Facebook กับราคา Promotion ของการดัด และทำสี ที่เริ่มต้นในหลักพันกลางๆ ในขณะที่ร้าน Salon แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ทองหล่อซอย 5 เรารู้สึกว่า เฮ้ย ไม่แพงเลย เอ๊ะ! หรือว่าร้านทำผมของญี่ปุ่นนี่เรทราคาเขาก็ประมาณนี้อยู่แล้วกันนะ ?

แต่เหนื่อสิ่งอื่นใด สิ่งที่ดึงดูดความสนใจเรามากที่สุดก็คือการแต่งร้านที่ใช้โทนสีเขียวเป็นหลัก เราว่าคนที่ชอบสีเขียว หรือชอบอะไรแนวธรรมชาติๆ(น่าจะ)เป็นเหมือนกัน เช่นเวลาเห็นอะไรที่เป็นสีเขียวแล้วมักจะหยุดมอง ถ้าเป็นเสื้อผ้าก็จะเดินไปลูบๆคลำๆเนื้อผ้า เอามาทาบกับตัวเองแล้วดูกระจก หนักหน่อยก็ซื้อเลย ที่บ้านก็จะมีพวกของใช้ที่เป็นสีเขียวซะเป็นส่วนมาก 555 😂

ครั้งนี้ก็เช่นกัน มารู้ตัวอีกทีก็โทรไปจองคิวเรียบร้อยแล้ว

เพื่อนๆคนไหนที่ไม่เคยมีปรสบการณ์กับร้านทำผมสไตล์ญี่ปุ่นมาก่อนเหมือนกัน มาบุกเบิกไปพร้อมๆกันกับเราในครั้งนี้ค่ะ

เมื่อถึงวันนัดหมาย ทันทีที่เข้าไปที่ร้านก็จะมี Staff คนไทยเข้ามาเสิร์ฟ Welcome Drink พร้อมรอยยิ้ม ซึ่งในถาดก็จะมีชาเขียวเย็น รสชาตไม่หวาน ฝาดนิดหน่อยกำลังดี พร้อมลูกอมผลไม้จากญี่ปุ่นที่ดูน่าอร่อยแต่เราไม่ได้ชิมเพราะส่วนตัวไม่ทานจุบจิบ แต่ทานมือหลักเยอะมากค่ะ 555 


จากนั้นก็จะมีการทำประวัติลูกค้าที่มาครั้งแรก เราก็กรอกข้อมูลส่วนตัวกันนิดหนึ่ง ส่วนในตารางสี่เหลี่ยมก็จะเป็นส่วนของช่างที่จะทำการบันทึกว่าในแต่ล่ะครั้งเรามาใช้บริการอะไรบ้างค่ะ 

จากนั้นช่างทำผมก็จะเข้ามาพูดคุยกับเราค่ะ ว่าวันนี้ต้องการทำอะไรบ้างพร้อมกับเช็คสภาพเส้นผมว่าสามารถทำได้ไหม "พี่หลิน" คือช่างชาวไทยที่เราได้จองคิวไว้ เพราะดูผลงานการ Digital ของพี่หลินผ่านทางเพจแล้วค่อนข้างถูกจริต (ถ้าใครเคยเห็นบทความ Review เก่าๆของเราผ่านตามาบ้างก็จะเห็นว่าเราชอบดัด Digital สไตล์เกาหลีมาก แม้ร้านนี้จะเป็นร้านของคนญี่ปุ่น แต่ผลงานของพี่หลินเท่าที่ดูมาจะมีกลิ่นอายเกาหลีอยู่นิดๆจึงคิดว่าตอบโจทย์ค่ะ) 

เห็นว่าตอนนี้ที่ร้านมีช่างชาวไทยอยู่ 2 คนด้วยกันคือพี่หลิน และอีกคนคือ "พี่ก้อย" (เราสังเกตว่าลูกค้าที่มาดัดกับพี่ก้อย ลอนก็ออกมาดูสวยอยู่ค่ะ)

สรุปว่าเราเลือกดัด และทำสี สีที่ทำเป็นพี่หลินเรียกว่าสีน้ำตาแอช คือจะออกน้ำตาลเข้ม ไม่อมส้มเนื่องจากครั้งนี้เราไม่อยากให้ผมดูสว่างค่ะ



และนี้คือภาพ Before นะคะสาวๆ สภาพเส้นผมโดยรวมถือว่าแข็งแรงอยู่เพราะไม่ได้ทำสีมาจะ 4 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 4 เดือนที่แล้ว ผมเราผ่านการยืดโคนดัดปลายมา แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้ตัดปลายออก ส่วนโคนก็สมควรแก่เวลาที่ต้องยืดใหม่เพราะว่าค่อนข้างฟูแล้ว 




ระหว่างรอคิวเราก็เก็บภาพบรรยากาศภายในร้านมาให้ชมกันนะคะ (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายมาทุกมุมเพราะเราแอบเกรงใจลูกค้าท่านอื่นๆด้วยค่ะ)

ถ้าได้เข้ามา ด้วยความที่ทั้ง 2 ด้านของร้านเป็นกระจกใส และมีต้นไม้ที่มีร่มไม้ปกคลุมอยู่บ้างจึงทำให้บรรยากาศในร้านดูปลอดโปร่ง และเจิดจ้า 555 (แม่แต่กระจกบนโต๊ะทำผมก็ดูใสวิ้ง และสะอาดมากค่ะ) 

ส่วนด้านในของร้านก็จะมีเตียงสระที่ค่อนข้างกว้าง นอนลงไปแล้วมีพื้นที่ด้านข้างเหลือให้วางแขนได้ตามใจชอบเลย 😉


ไม่นานนักเตียงสระก็ว่างค่ะ ถึงคราได้ไปสระผม และ Hightlight ที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังมันอยู่ตรงนี้ คือที่นี่เขามีบริการสระผมที่เรียกว่า  "สระโซดา" ซึ่งน้อง Staff ได้เล่าให้ฟังว่าเป็นการสระผมยอดนิยมที่มีอยู่ใน Salon ญี่ปุ่นแท้ๆเลย 

วิธีการก็คือเมื่อล้างแชมพู แล้วก็จะมีการเปิดน้ำโซดาเพื่อล้างผมโดยไม่ได้ลงครีมนวดค่ะ ระหว่างนี้ก็จะรู้สึกอุ่นๆที่หนังศรีษะ ไม่นานนักก็เสร็จค่ะ และจุดที่ให้ความรู้สึกอึ้งไปเลยก็คือ น้อง Staff ทักว่าคุณลูกค้าเคยสระโซดามาก่อนหรือเปล่าคะ? ถ้าไม่เคยลองดูกระจกได้ค่ะ(พร้อมหยิบกระจกมาให้ดู) 

เมื่อดูผ่านกระจกก็จะเห็นว่าเส้นผมของเราลอยอยู่ในน้ำโซดา และมีคราบใสๆกระจายอยู่รอบๆด้วย(เราวงไว้ในรูปแล้ว อาจจะเห็นไม่ค่อยออก แต่เห็นได้ชัดเมื่อเห็นผ่านกระจกค่ะ ) ซึ่งทางร้านอธิบายว่ามันคือ  Silicone ที่ตกค้างบนหนังศรีษะอันเกิดมาจากการใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของ Silicone รวมไปถึงคราบไขมันที่เกาะอยู่ตามบริเวณโคนผม 😱

และนอกจากเรื่องของความสะอาดหมดจดแล้ว การสระโซดาก็จะช่วยเตรียมเส้นผม ให้น้ำยาทำเคมีได้ทำปฎิกิริยากับเส้นผมได้ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ 


หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการการดัด และทำสีนะคะ ทั้งหมดใช่เวลาประมาณ 4 ชม. ครึ่งด้วยกันค่ะ พี่หลินขอซอยผมเราออกไปนิดหน่อยด้วย เพราะว่ามันหนาไป 😅

ระหว่างนี้ทุกคนยังจำ Welcome Drink กันได้นะคะ ระหว่างที่ทำผมอยู่นี้ทาง Staff เขาก็ช่างสังเกตค่ะ พอเห็นชาเขียวเริ่มหมดก็จะนำแก้วไปเติมให้ใหม่ ซึ่งเรารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจอยู่นะ เพราะเขาดูใส่ใจคอยลูกค้าตลอดเวลา อีกตัวอย่างหนึ่งคือมีอยู่ช่วงหนึ่งเราเติมลิปแล้วใช้นิ้วปาดริมฝีปาก Staff  อีกคนหนึ่งเขาก็ไปช่วยนำกระดาษทิชชู่มาให้ค่ะ เราก็บอกตัวเองว่านี่คือมาตราฐานการบริการของร้านทำผมญี่ปุ่นสินะ 👍

แต่ว่าเอาจริงๆก็มีบางสิ่งที่ขัดใจเราอยู่หน่อย นั่นก็คือการเปิดเพลงของทางร้าน ช่วงแรกที่เราเข้าไปในร้าน เราได้ยินทางร้านเปิดเพลงญี่ปุ่นค่ะ สำหรับเรามันก่อให้เกิดความรู้สึก Premium อยู่พอสมควรเลย อารมณ์ประมาณว่ามาเข้ารับบริการร้านค้าของคนญี่ปุ่นนี่นะ มันก็ต้องฟีลนี้แหละ! แต่ไปๆมาก็เริ่มได้ยินเพลงสากลบ้าง แล้วก็ตามมาด้วยเพลงไทย ความรู้สึกตราตรึงครั้งแรกมันก็ลดลงหน่อยๆนะ 

เราคิดว่าในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆลักษณะนี้นี้ลูกค้าบางคนก็อ่อนไหวนะ เช่นเราเป็นต้นที่เป็นลูกค้าประเภทมีความคาดหวังอยู่บ้าง แต่บางคนก็ไม่ติดเลยในเรื่องทำนองนี้ เน้นผลงานออกมาดีเป็นพอ จุดนี้ก็หยิบยกมาเล่าสู่กันฟังค่ะ   


และแล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลง ผลลัพธ์หลังเซ็ทผมด้วยไดร์ก็ออกมาดั่งเช่นในรูปนะคะ ผมดูมีวอลลุ่ม มีความพองพองาม ลอนช่วงปลายเด้งถูกใจกำลังดีเลย ส่วนสีเราคิดว่าหลังทำยังเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ซึ่งพี่หลินบอกว่าพอเราสระไปสีก็มีการเฟดออกนิดหน่อย จะเห็นได้ชัดขึ้นช่วงนั้น 

  

แบ่งปันกันมาซักพักแล้ว เราก็ขออนุญาติสิ้นสุดการ Review การทำผมครั้งนี้เพียงเท่านี้ โดยรวมแล้วถือว่าเราชอบมากในแง่ของบรรยากาศอันร้าน การบริการ และผลลัพธ์ที่ออกมา ถือเป็นอีก 1 ร้านค้าและบริการที่อยากแนะนำบอกต่อให้ได้รู้จักและหากอ่านแล้วรู้สึกว่าชอบอะไรแนวนี้เหมือนๆกันก็ลองเปิดใจไปใช้บริการกันดูนะคะ 💗


แถมท้ายอันนี้เราเอามาจากเพจของทางร้าน เป็น Promotion โฆษณาที่เราเห็นค่ะ หากเพื่อนๆสนใจ เราแนะนำให้โทรไปจองคิวจะดีกว่า Walk in เข้าไปนะคะ จะได้ไม่ต้องคอยนานค่ะ



วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Paris 2018 in my eyes.. ❤ โดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดายในปารีส ❤

"Bonjour Madame, Paris is for you.. 🗼"  ขอหยิบยกคำกล่าวตอนรับจากพนักงานสาวสวยจาก Tourist Information จากห้าง Galeries Lafayette Home ที่มีใบหน้าคล้ายราเชล แม็คอดัมส์ และมีเซอร์วิสมายอันเต็มเปี่ยมมาเป็นจุดเปิดเรื่องในการรีวิวการเดินทางแบบไม่สุมมุกสุมบัน 5 วัน 4 คืน แต่ก็ทรหดพอสมควรสำหรับคนที่คาดไม่ถึงว่ามันจะต้องเดินเยอะขนาดนี้

ในรีวิวนี้เราจะไม่ลงลึกในรายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่โฟกัส  แต่เป็นเพราะเราเป็นคนที่คิดเรื่องตัวเลขในหัวยังไงก็ผิด ยังไงก็มั่ว วิถีที่เราเลือกใช้คือการประมาณคร่าวๆ กินถูกบ้าง แพงบ้างสลับกัน อันไหนอยากลองก็จัด อันไหนไม่ได้อยากลองเท่าไหร่ก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องเปย์ ประกอบกับเป็นคนที่ไม่ได้ตั้งใจมาปารีสเพื่อซื้อของแบรนด์เนม ดังนั้นงบใช้จ่ายของเราจึงไม่ได้บานปลายอะไรมาก(กลับมาเงินเหลือด้วยซ้ำ 55)

แต่เราจะมาแบ่งปันในเรื่องราวของความประทับใจในเหตุการณ์กับเราในปารีส สิ่งที่ค้นพบเมื่อไปถึงในมุมมองของเรา และสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญที่สุดในการเดินทางคนเดียวต่างบ้านต่างเมืองคืออะไรบ้าง เอาล่ะมาเริ่มกันเลย 🤗 


เนื่องจากการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางคนเดียวในมหานครที่ขึ้นชื่อว่าต้องระวังมิจฉาชีพให้มากเป็นอันดับต้นๆของโลก เราจึงต้องเตรียมตัวกันนิดหนึ่ง แรกๆเวลาอ่านกระทู้ใน Pantip เกี่ยวกับประสบการณ์อันเลวร้ายของเพื่อนๆคนอื่นที่พบเจอในรถไฟใต้ดินของปารีส เรายอมรับเลยว่า Panic มากพอสมควร และเริ่มสงสัยในตัวเองว่าจะเอาตัวรอดได้ไหมหว่าเรา 😰 หน้าตาก็เอเชียดีๆเป็นที่เพ่งเล่งซะขนาดนี้ ซ้ำยังเดินทางคนเดียวอีก ทักษะการเอาตัวรอดที่สมควรมีในเมืองใหญ่เช่นการอ่านแผนที่ การใช้ Google Map ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราเป็นคนที่อยู่บางกอกก็ไม่ค่อยได้ไปไหนนอกจากห้างในละแวกบ้าน ไม่ได้ขับรถ ไม่เคยต้องดูแผนที่ ดังนั้นจะเริ่มคิดว่าการจองตั๋วเครื่องบินไปปารีสเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองเมื่อหลายเดือนก่อนอาจเป็นการพาตัวเองไปพบเจอสถานการณ์ที่ไม่ปาราถนาเลยก็เป็นได้ 

แต่ If one can do, I can do. คนอื่นตั้งเยอะแยะที่เดินทางไปปารีสคนเดียวแล้วกลับมาตั้งกระทู้รีวิวได้ เราเองก็ต้องทำได้สิน่า พอคิดได้ตั้งนี้ก็เลยเริ่มฮึกเหิมขึ้น เอาน่าอย่างน้อยก็คงไม่ถึงตาย อย่างมากก็แค่ไปตายเอาดาบหน้าเท่านั้นเอง!😂

และในส่วนของการเตรียมตัวให้พร้อมนี้ เรามี 3 ตัวช่วยที่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในการเดินทางมากขึ้น และที่สำคัญมันเมื่อไปล้วก็พบว่ามันก็ Work จริงในแง่ Practical พี่น้อง 3 สิ่งนั้นคือ

1. กลุ่ม เที่ยวปารีสกันมั้ย Voyage à Paris ใน Facebook



"เที่ยวปารีสกันมั้ย voyage à paris" กลุ่มเล็กๆที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ 1,500 คนนี้เป็นกลุ่มที่เมื่อเข้าไปตั้งคำถามเกี่ยวกับปารีสแล้วจะได้รับคำตอบอย่างท่วมท้นจากเพื่อนๆหลายๆคนในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้รับรู้ได้ถึงมิตรภาพดีๆและข้อควรรู้จากเพื่อนๆที่ได้ผ่านประสบการณ์ซึ่งเรากำลังจะได้ไปพบเจอในปารีส ถือเป็นสังคมเล็กๆที่มีคุณภาพ และเป็นประโยนช์มากสำหรับคนที่ต้องการเตรียมความพร้อมในการเดินทาง

2. Application ชื่อ "City Mapper"


"City Mapper" คือ Application ที่ Host ชาวปารีสคนหนึ่งใน Airbnb แนะนำให้ใช้เมื่อเราถามถึงการเดินทางจากสนามบิน Charles de Gaulle ไปยังบ้านของเขา หลังจากการใช้งานจริงบอกได้เลยว่าเป็น Application ที่เชื่อถือได้ มีความถูกต้องแม่นยำแบบ Real time ประทับใจเราเป็นที่สุด แนะนำให้โหลดกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในปารีสด้วยเมโทร, รถบัส หรือ Uber เอาอยู่หมดแบบหายห่วง หากคนที่ไม่ได้ช่ำชองในการเดินทางและมักจะงงกับอะไรใหม่ๆอย่างเราสามารถเดินทางในปารีสอย่างอิสระเสรีในทริปนี้ได้ I am sure you can❗☺

3.  Bra Pocket Travel Wallet ที่เพื่อนเย็บให้

หลายๆรีวิวสำหรับการเดินทางในปารีสมักจะบอกว่าเราควรกระจ่ายเงินสดไว้หลายๆที่ ไม่ควรเก็บเงินไว้ที่ใดที่เดียว และแนะนำกระเป๋าคาดเอวสำหรับเก็บเงินแบบบางที่สามารถสวมกางเกงทับได้อีกชั้น  เพราะยากแก่การถูกล้วง ซึ่งตอนแรกเราก็ว่าจะสั่งกระเป๋าคาดเอวมา แต่เห็นมีอยู่กระทู้หนึ่งใน Pantip แนะนำกระเป๋าแบบในรูปด้านล่าง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Poket Travel Wallet ที่สามารถใส่บัตรเครดิต, ธนบัตร, เหรียญ และ Passport แล้วนำมาประยุกต์คล้องไว้กับชุดชั้นในได้

ภาพจาก Pinterest

เราเห็นแล้วก็รู้สึกเก๋ดี ใช้แล้วดูมีความเป็น Lady มากกว่ากระเป๋าคาดเอว ดังนั้นรอช้าอยู่ใย ขอให้เพื่อนช่วยเย็บให้ดีกว่า


และ Tada นี่คือกระเป๋าที่เพื่อนเราเย็บให้ โดยเรา Request ขอเป็นผ้าซาตินสีขาว ส่วนตัวเราใช้ติดกับสายเสื้อในเพราะลองติดแล้วรู้สึกคล่องในการหยิบออกมาใช้ ที่สำคัญใช้แล้วจะรู้สึกปลอดความกังวลในการถูกล้วงกระเป๋าตอนที่ไม่รู้ตัว เรียกว่าตัดกรณีนี้ออกไปได้เลยเพราะไม่มีทางเป็นไปได้

สำหรับใครที่เย็บเองไม่เป็น เพื่อนเราก็ยินดีรับออเดอร์ ลองแอดไลน์ ID: pinmuk.ke ปสอบถามกันได้เลย

เรามาเข้าสู่ช่วงต่อไป นั่นก็คือสถานที่ที่เราตั้งใจว่ามาปารีสทั้งที ต้องไปชมด้วยสายตาตัวเองให้ได้ นั่นก็คือ

1. พระราชวังแวร์ซายส์
2. หอไอเฟล
3. Musée du Louvre
4. ประตูชัย Are de Triomphe
5. Notre Dame Cathedral
6. louis XVI square

จากใน Lists จะเห็นว่าข้อ 6 อาจเป็นพิกัดที่ไม่ค่อยได้ยินชื่อคุ้นหูคุ้นตาซักเท่าไหร่ เดี้ยวจะเล่าสู่กันฟังอีกทีว่า มีความเป็นมาอย่างไรเราจึงสนใจ อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่เราหยิบยกถึงจุดหมายเหล่านี้มากล่าวถึงเพราะเราอยากบอกเล่าจากประสบการณ์ที่ไปเยือนมาแล้วว่า หากใครต้องการดื่มด่ำลงลึกไปกับรายละเอียดของสถานที่แต่ล่ะแห่ง ภายใต้เวลาที่จำกัดเพียง 3-4 วันเห็นทีคงไม่พอ ไม่ใช่เพราะเวลาออกจะกระชั้นชิดกันเท่านั้น แต่สังขารของร่างกายเองก็ไม่ไหวเอาด้วย เนื่องจากสิ่งก่อสร้างอันเลื่องชื่อเหล่านี้มีความใหญ่โต ตั้งอยู่ในทำเลที่ช่างโออ่า มันต้องใช้พลังงานในการเดินจากจุดหนึ่ง ไปยังจุดหนึ่งที่เยอะมากๆ อย่างเราเองพอเข้าสู่ช่วงวันที่ 2 ก็แทบจะก้าวขึ้นบันไดในลูฟวร์แทบไม่ไหว ปวดร้าวไปหมดตั้งแต่ข้อเท้าไล่ขึ้นไปยังต้นขา 😅

สำหรับการเดินทางในปารีสเราได้ซื้อบัตรเมโทรแบบ 10 ใบ ที่ขึ้นชื่อว่าประหยัดที่สุด โดยบัตร 1 ใบอยู่ที่ราคา 1.49 ยูโร สามารถใช้ขึ้นได้ทั้งเมโทร รสบัสประจำทาง และรถราง เบื้องต้นเราตั้งใจว่ายังไงก็ต้องเดินทางด้วยเมโทรเป็นหลักเป็นแน่แท้

แต่เชื่อไหมว่าเรามีปวดขาแทบขาดใจหลังจากเดินทางไปกลับพระราชวังแวร์ซายส์ ในขณะที่การเดินทางพึ่งย่างเข้าสู่วันที่ 2 เท่านั้นเอง 😰

เชื่อว่าใครที่ไปเยือนกันมาแล้วคงรู้ดีว่ามาแวร์ซายส์ ถ้าจะเก็บให้ทั่วทุกตำหนักนั้นเราต้องเดิน เดิน เดิน แล้วก็เดินมากกว่าที่คิดไว้มาก คืนนั้นเมื่อถึงที่พักเราหลับเป็นตาย หวังว่าพรุ่งนี้ตื่นมาอาการปวดเมื่อยจะบรรเทาแต่ก็เปล่าเลย รู้สึกตึกที่ขาหนักกว่าเดิม คล้ายๆคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนแล้วพึ่งมาหัดวิ่งหรือยกเวทวันแรกๆแล้วพบกับการปวดกล้ามเนื้อในช่วงแรกๆนั่นล่ะ

ตอนนั้นก็ได้บอกกับตัวเองว่าต้องอดทนนะ ยังเหลือที่หมายอีกหลายแห่งที่อยากไปเยือน ซึ่งเอาจริงๆก็เริ่มรู้สึกเครียดประมาณหนึ่งแล้วเพราะเราคิดว่ายังไงก็ต้องเดินทางด้วยเมโทร ซึ่งมันต้องใช้ความระมัดระวัง ความคล่องแคล่วว่องไวพอสมควร หากเดินเอื่อยๆอาจตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพได้

ภาพจากคุณ Mod Sinjorn

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วันที่ 2 เราก็ได้พบกับบริการรถบัสที่ชื่อว่า Big Bus Tours Hop on, hop off จอดอยู่ที่บริเวณหอไอเฟล เมื่อเข้าไปสอบถามก็ทราบว่ารถบัสนี้มีประเภทตั๋วให้เราเลือกหลากหลาย แต่แบบ Classic ที่เราซื้อคือแบบ 1 วันในราคา 32.40 ยูโร จะพาเราไปเยือนตามจุด Landmark ต่างๆของปารีส เช่น Musée du Louvre, Opéra, Are de Triomphe, Notre Dame Cathedral ซึ่งตรงกับที่เราตั้งใจจะไปพอดี และเราสามารถลงไปเก็บภาพ หรือหากต้องการใช้เวลานานกว่านั้นก็ย่อมได้ เพราะจะมีรถบัสคันใหม่วิ่งมาจอดที่จุดจอดรถทุกๆ 20 นาที เพียงแค่แสดงตั๋วกับคนขับก็ขึ้นรถไปยังจุดถัดไปได้เลย

ด้วยความที่ไม่อยากนั่งเมโทรในยามที่ไม่พร้อมทั้งกายใจ ประกอบกับราคาที่สู้ไหวและอยากลองนั่งรถบัสชมเมืองแบบนี้บ้างดูสักครั้ง เราเลยซื้อตั๋วสำหรับ 1 วันกับคนขายตั๋วที่ยืนขายอยู่หน้าจุดจอดรถด้วยบัตรเคดิต ส่วนใครที่ไม่สะดวกรูดบัตรก็สามารถซื้อด้วยเงินสดกับคนขับรถได้เลย ดีงาม ❤

ข้อมูลเพิ่มเติมเช่นประเภทตั๋วอื่นๆ จุดจอดรถตามสถานที่ดังๆต่างๆมีที่ไหนบ้างสามารถดูได้จากเว็บไซด์หลักของ Big Bus Tours ได้ ที่นี่

และเพิ่มเติม ถ้าไปปารีสแล้วจะเห็นว่านอกจาก Big Bus Tours ก็จะพบว่ามีรถทัวร์พาชมเมืองของเจ้าอื่นๆอีกมากมายเช่นกัน เช่นในรูป


ภาพจากเพื่อนๆในกลุ่ม เที่ยวปารีสกันมั้ย voyage à paris

หากใครเคยลองใช้บริการเจ้าไหนก็สามารถเล่าสู่กันฟังได้นะ

จากที่เราได้สัมผัสมา ปารีสเป็นเมืองที่ไม่ใช่เพียงแค่สวย แต่ยังมีสเน่ห์มาก สเน่ห์ของปารีสนั้นมาจากความหลากหลายของผู้คน ที่มีทั้งชาวปารีเซียงแท้ๆ และชาวผิวสีที่บ้างก็ก็หลอมรวมไปกับชาวปารีเซียงผ่านการแต่งงาน แม้ผู้คนอาจจะไม่ได้ยิ้มแย้มมากนัก แต่ถ้าขอความช่วยเหลือ หรือชวนคุยก็จะรู้สึกได้ถึงความเป็นมิตร และความเป็นกันเอง และแน่นอนว่าถนนหนทางในปารีสรวมไปถึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆล้วนสะท้อนถึงความมีรสนิยม ความละเอียดละไม ความหรูหรา ยิ่งในละแวกห้างลาฟาแยตต์ หรือถนนฌ็องเซลิเซ่ด้วยแล้ว หันไปมุมไหนก็เจอแต่สถาปัตยกรรมสวยๆ แม้เพียงประตูไม้ก็ยังมีความสลักเสลาไปด้วยการแกะสลักและลวดลาย

Metro ในปารีส VS. มิจฉาชีพ

แน่นอนว่าเมโทรหรือรถไฟใต้ดินเป็นอะไรที่แม่แต่ชาวฝรั่งเศสแท้ๆหลายคนยังบอกว่ามันดูน่ากลัว และเขาเองก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก แต่เมื่อมาถึงแล้ว และยังถือเป็นเส้นทางการคมนาคมสายหลักที่ทั้งราคาถูกและเชื่อมต่อกับจุดหมายแทบจะทุกแห่ง ด้วยราคาที่ถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยวิธีอื่น มันก็ต้องลองกันบ้าง ซึ่งจริงๆแล้วบางสถานนีก็ดูน่ากลัวเอามากๆ เพราะมันทั้งใหญ่ ทั้งมืด อีกทั้งยังเก่า เส้นทางข้างในก็คดเคี้ยวให้อารมณ์เขาวงกตเลย จังหวะนี้ก็ต้องอาศัยสติ และการเดินให้ไว ให้ดูคล่อง ยังไม่ชัวร์เส้นทางก็เดินๆไปก่อนเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ

ในบางสถานี ตามทางเดินก่อนถึงชานชลา เราจะมีโอกาสเจอกลุ่มขอทานชาวโรมาเนีย สังเกตได้จากการแต่งกายคือใส่ชุดยาว มีผ้าคลุมศีรษะ 2-3 คน นั่งอยู่ที่พื้นตามมุมต่างๆเพื่อขอเศษเหรียญ

ซึ่งขอทานในยุโรปเนี่ยจะไม่เหมือนขอทานบ้านเราที่จะให้เท่าไหร่ก็รับและกล่าวขอบคุณนะ นี่ประสบการณ์ตรงเลยเราเคยให้เงินขอทานชาวโรมาเนียตามถนนที่คนเดินพลุกพล่านอยู่  2 ครั้ง ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีคนบอกว่าอย่าให้ แต่เราก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างพวกเหรียญเล็กๆให้เขาไปนิดๆหน่อยๆเราก็ใช่จะเดือนร้อน ก็คิดซะอย่างนี้ปรากฏว่าเดือดร้อนทั้ง 2 ครั้งที่ว่านั้นเลย เพราะพอให้ไปแล้วเราจะเจอกับภาษากายที่แปลได้อย่างเดียวว่าขอเพิ่ม และบ่นอุบอิบว่าเงินที่เราให้มามันน้อยไป มันควรจะมากกว่านี้สิ พร้อมเอานิ้วมาชี้ธนบัตรที่ตัวเองอยากได้ในกระเป๋าตังค์เราด้วย จากนั้นเราก็ไม่กล้าแบ่งปันพร่ำเพื่อกับขอทานผู้เร่ร่อนชาวโรมาเนียอีกเลย

มาต่อกันที่มิจฉาชีพในเมโทร เราอยู่ปารีส 4 วัน 3 คืน ขึ้นเมโทรได้ประมาณเกือบ 10 รอบ เจอมิฉฉาชีพประชิดตัวแค่ 1 ครั้งในวันแรกที่ไปถึงและกำลังเอ๋อเลย ดูจากการแต่งตัวแล้วเป็นกลุ่มวัยรุ่นชาวโรมาเนียอายุประมาณ 20 กว่าๆ ทั้งผู้หญิง และผู้ชายประมาณ 4-5 ในกลุ่มนี้มีเด็กผู้ชายอายุประมาณ 7 ขวบ 1 คน ในอ้อมแขนนั้นอุ้มสุนัขอยู่ด้วย 

เรื่องก็คือเราเดินเข้าไปในรถไฟตามวัยรุ่นกลุ่มนี้โดยที่ตอนนั้นไม่ทันดูให้ดีว่าไม่น่าจะใช่ชาวปารีส แล้วด้วยความที่เราต้องการเดินเข้าไปยังที่นั่งตรงกลางที่ว่างอยู่ เราจึงพูดว่า Excuse me เพื่อขอทางเดินแต่วัยรุ่นกลุ่มนี้ไม่มีใครขยับให้ เข้าใจว่าเจตนาล้อมเราเลย ซึ่งตอนนั้นเราได้สังเกตเห็นแขนของวัยรุ่นผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มได้โดนกระเป๋าถือเราเข้าอย่างจัง และไม่มีท่าทีจะหลบออกเราจึงได้สติ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เราเองก็จำไม่ค่อยได้ว่าเราได้ดึงกระเป๋าเข้ามาหาตัวหรือเปล่า รู้แต่ว่าสุดท้ายเราก็ได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ตรงกลางขบวนได้โดยมีการเสียมารยาทดันตัวเข้ามาดื้อๆและน่าจะมีเสียงบ่นของวัยรุ่นกลุ่มนี้มาตามหลัง

Uber

Gare de nord



วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

รีวิว SunAway Natural Skin Booster & Blur Light Protection Serum กันแดดเนื้อเซรั่มสำหรับคนติดจอโดย

SunAway Natural Skin Booster & Blur Light Protection Serum กันแดดเนื้อเซรั่มสำหรับคนติดจอโดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ซันอะเวย์ (SunAway) กันแดดแบบทานยอดขายอันดับ 1 ที่คนเป็นฝ้ากระแนำนำและบอกต่อกันมากที่สุด รวมถึงผู้ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งเราคุ้นเคยกันดี ซึ่งกันแดดตัวนี้ที่ถูกออกแบบมาสำหรับคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมถึงคนที่ใช้ Smart phone, Tablet เป็นประจำอีกด้วยค่ะ เบื้องต้นเรามาดู Packaging กันอย่างละเอียดดีกว่า






เป็นกล่องทรงสามเหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกระทัดรัด 
ด้านที 1 ก็ระบุชื่อของครีมกันแดด และค่า SPF ที่เคลมไว้คือ SPF 25 PA++




ด้านที่ 2 ก็บอกวิธีใช้เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น 
จุดที่น่ารักมากคือใช้รูปเล็กๆสื่อถึงคุณสมบัติของครีมกันแดดขวดนี้ 



ด้านสุดท้ายก็จะบอกส่วนผสม และมีสติกเกอร์ที่อธิบายสรรพคุณ 
วิธีใช้ภาษาไทย เลขที่จดแจ้ง และวันหมดอายุ 


SunAway Natural Skin Booster & Blur Light Protection Serum มีขนาด ขนาด 50 mi. ราคา 990.- (ก่อนซื้อควรสอบถามราคาโปรโมชั่นอีกครั้งค่ะ) 

เอาล่ะ มาดูคุณสมบัติหลักๆของเซรัมกันแดดขวดนี้กันค่ะ 

PHORMISKIN BIOPROTECH G : 
  •  ปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายของแสงแดด
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • ปรับผิวให้กระจ่างใส ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน

Early Boost : 
  • ปกป้องผิวด้วยกระสะท้อนรังสี UV ทุกชนิด เหมือนมีฟิล์มมาเคลือบผิว
  • กักเก็บความชุ่มชื้นเพิ่มพลังให้ผิวมีชีวิตชีวาตลอด 24 ชม.
  • ผลัดเซลล์ผิวเก่า
  • ช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน

COBIODEFENDER EMR : 
  •  ปกป้องผิวจากรังสี HEV (High Energy Visible Light Radiation) เช่น แสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ 
  • ปกป้องผิวจากรังสี IR (Infrared) เช่น ไอร้อนจากเตาอบ ไดร์เป่าผม หรือไอร้อนจากการทำครัว 
  • ปกป้องผิวจากรังสี EMR (Electromagnetic Radiation) หรือคลื่นแม่เหล็ก จากโทรศัพท์มือถือ wifi คลื่นอินเทอร์เน็ต
  • ลดการเกิดริ้วรอยที่มีสาเหตุมาจากรังสี HEV

ซึ่งข้อดีคือของกันแดดชนิด Physical Sunscreen คือใช้แล้วจะไม่มีการซึมเข้าสู่กระแสเลือด (หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลต่อตับ) เหมือนครีมกันแดดแบบ Chemical Sunscreen ที่ขึ้นชื่อว่าอมความร้อนไว้ที่ผิว ส่งผลให้ผิวไวต่อการระคายเคือง และยังทำให้อายุของผิวเสื่อมลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย

ส่วนใครที่กังวลอยู่ว่าค่า SPF25 PA++ จะเอาอยู่ไหม ซึ่ง SPF1 สามารถกันแดดได้เป็นเวลา 20 นาที ดังนั้น SPF25 ก็จะกันแดดได้อยู่ที่ 25x20 = 500 นาที หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 8 ชั่วโมงนั่นเอง หลายท่านที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำจะรู้ดีว่า เพื่อการป้องกันที่สูงสุด เราควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งค่า SPF25 นี่เมื่อทาลงบนผิวแล้วจะทำให้ผิวไม่ดูขาววอกจนเกินไปเมื่อเที่ยบกับค่า SPF ที่สูงๆ เมื่อรวมกับคุณสมบัติเนื้อเซรั่มที่ให้ความรู้สึกบางเบาแล้ว สามารถทาทับเมคอัพได้โดยไม่ต้องกังวลถึงความเหนอะหนะ และสีเครื่องสำอางก็ไม่เพี้ยนด้วยค่ะ


ที่สำคัญครีมกันแดดตัวนี้มีสารกันแสงสีฟ้าโดยเฉพาะต่างหาก ซึ่งสามารถป้องกันรังสีอินฟาเรด, กันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อย่างเช่นคลื่นจากมือถือก็สามารถป้องกันได้ ซึ่งในทางการแพทย์แล้ว คลื่นต่างๆเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียต่อผิวทั้งสิ้นค่ะ






ลองเกลี่ยแล้วสีผิวไม่เปลี่ยน ซึมเร็ว ไม่มีกลิ่นของน้ำหอมที่อาจจะก่อให้เกิดการระคายเคือง

อย่างไรก็ตามสำหรับเมื่อลองใช้ทาบนใบหน้าดูแล้ว ส่วนตัวรู้สึกว่าเนื้อของกันแดดจะค่อนไปทางเนื้อครีมผสมกับเนื้อมูสมากกว่าเนื้อเซรั่มค่ะ ซึ่งส่วนตัวไม่ได้ติดใจอะไรเพราะทาลงไปที่ผิวแล้วซึมเร็ว ไม่ทิ้งคราบมันใดใดบนใบหน้า ระหว่างวันก็ไม่รู้สึกเบาสบายผิวค่ะ (เราเป็นคนผิวธรรมดานะคะ)


เชื่อว่าหลายคนที่ทานกันแดด SunAway กันอยู่แล้วกันล้วนใช้ครีมกันแดดเช่นกันเพื่อป้องกันผิวทั้งจากภายในและภายนอก เท่าที่ได้ลองใช้มา SunAway Natural Skin Booster & Blur Light Protection Serum ก็เป็นครีมกันแดดดีๆอีกตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติครอบคลุมไลฟ์สไตล์ของผู้ติดจอได้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่มาของการแบ่งปันข้อมูลกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการซื้อครีมกันแดดนะคะ 



ส่วนใครที่สนใจ สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ 


References

1. http://www.mmc.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1207:spf&catid=100&lang=th&Itemid=623
2. https://www.patcharapa.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-physical-chemical/
3. https://www.telegraph.co.uk/science/2016/06/17/selfies-can-age-the-skin-and-cause-wrinkles-warn-dermatologists/

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561

รีวิวผมดัดมาแล้ว 1 เดือนจากร้าน The Cortice สยามสแควร์


สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้เราจะมารีวิวผมที่ดัดมาแล้วเป็นเวลา 1 เดือนให้ดูว่าเซ็ทแล้วลอนดูเป็นอย่างไรนะคะ 🙂

เนื่องจากเดือนที่แล้วมีโปรโมชั่นราคาพิเศษเมื่อดัดผมกับช่างใหม่ เราเลยจองคิวดัดกับอาจารย์มินค่ะ
(ปกติแล้วเราจะดัดกับอาจารย์โฮ และอาจารย์เจน)

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเมื่อดัดออกมาแล้วดูไม่ต่างกับที่ดัดกับอาจารย์โฮ และอารารย์เจนเลยค่ะ 555 แถมราคายัง Soft ลงอีก 😉

อาจารย์มินดัดออกมาได้ถูกใจ ตรงตามที่เราสื่อสารว่าอยากได้แบบไหนเป๊ะเลย เยี่ยม👍

มาดูกันดีกว่าค่ะว่าออกมาเป็นอย่างไร ทรงนี้เรายืดโคน(เราเป็นคนผมเส้นใหญ่ และหยักศก ถ้าไม่ยืดจะดูฟูค่ะ) ดัดปลายแบบหมุนออก และเซ็ทเองด้วยการเป่าลมและหมุนออกค่ะ


ด้านหน้านะคะ เราชอบลอนใหญ่ ดูเป็นธรรมชาติดี 


โฟกัสที่ลอนกันชัดๆค่ะ


รูปด้านข้างค่ะ จะเห็นว่าลอนด้านหน้ากับมีการไล่ระดับกันดี


ถ้าดูจากด้านหลังก็จะเห็นชัดเจนเลยค่ะว่าลอนจะไล่ระดับกันอยู่ 2 ชั้น 
คือชั้นบนกับชั้นล่าง ซึ่งเวลาเซ็ท(เป่าลมและหมุนออก) เราก็ต้องค่อยๆเซ็ทที่ล่ะชั้นค่ะที่จะออกมาสวย 


ส่วนค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ เล็มผม+ยืดโคน+ดัดปลาย อยู่ที่ 5,000.- ค่ะ สำหรับบางคนที่ผมตรงอยู่แล้วและต้องการดัดก็อาจจะถูกลงกว่านี้เพราะไม่ต้องยืดค่ะ ปกติแล้วแต่ล่ะเดือนทางร้านจะมีโปรโมชั่นใหม่ๆเกี่ยวกับการทำเคมีอยู่เสมอ ดังนั้นลองสอบถามกับทางเพจ The Cortice ก่อนจองคิวได้ค่ะ

วันนี้ขอจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ หากมีคำถามอะไรส่งข้อความมาทางเพจได้นะคะ ขอบคุณที่รับชมค่ะ ❤

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ซันอะเวย์ (SunAway) กินกันแดด ไอเท็มกันแดดที่ตามหา




ไม่ว่าจะหน้าฝน หน้าร้อนหรือหน้าหนาว‼ ผิวของเราก็หนีรังสี UV ไม่พ้น วันนี้เมย์ขอเสนอไอเท็มกันแดดที่ไม่ต้องทาก็กันแดดได้มาแนะนำค่ะ

Tada❗ ซันอะเวย์ (SunAway) 🌤  อาหารเสริมต้านแดดหรือกันแดดแบบกิน ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะมีส่วนผสมของสารประกอบหลักที่ได้จากธรรมชาติถึง 6 ชนิด เป็นกันแดดที่เมย์เคยตามหามานานมาก เพราะเคยได้ยินมาว่ากันแดดแบบกินจะช่วยปกป้องผิวได้ดีกว่าแบบทา เมย์เลยอยากลองและในที่สุดก็ได้พบกับซันอะเวย์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

แอบสารภาพว่าตอนแรกเมย์ก็กังวลอยู่นิดๆเหมือนกันว่ากันแดดแบบกินจะปกป้องผิวได้มีประสิทธิภาพขนาดไหย ❔ แต่พอได้ลองกินมาสักพักรู้สึกได้เลยว่าผิวแข็งแรงขึ้นจริงค่ะ จากที่เคยออกแดดและแสบผิว ผิวลอก ผิวไหม้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ไปทะเล กลับมาทีไรผิวลอกเป็นแผ่นๆเลย😣) บอกได้เลยว่าตอนนี้ไม่มีอาการแบบนั้นให้เห็นอีกเลย

อ้อ นอกจากซันอะเวย์จะช่วยในเรื่องของการปกป้องผิวแล้ว ยังช่วยลด ฝ้า กระ ป้องกันอาการล้าของกล้ามเนื้อตา ลดอาการล้าของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายด้วยนะคะ

เอาล่ะ เรามาแกะกล่องดูข้างในกันดีกว่า 😄



เปิดกล่องข้างในมาเราจะเจอแผงแคปซูลหน้าตาแบบนี้อยู่ 2 แผงด้วยกัน และใน 1 กล่องจะบรรจุ 14 แคปซูลค่ะ 


พลิกมาด้านหลังก็จะเจอ อย. วันผลิต และวันหมดอายุครบถ้วนค่ะ


เม็ดแคปซูลมีสีแดงสดใส ขนาดเม็ดกำลังพอดีทานง่ายมาก 😊


อย่างปกติเวลาออกจากบ้านเราจะต้องทากันแดดและรอจนแห้ง ผ่านไป 2-3 ชม. ก็ต้องทาซ้ำอีกรอบ แต่ซันอะเวย์ กินกันแดดตัวนี้ ทานแค่วันละ 1 เม็ดตอนเช้าก่อนออกแดด แค่นี้ผิวของเราก็ได้รับการป้องกันแล้ว

สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่กำลังหากันแดดแบบกินอยู่ เมย์แนะนำให้ลองซันอะเวย์เลยค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวัง สามารถสั่งซื้ออนไลน์ได้ที่ www.suay360.com (อย่าลืมดู หรือสอบถามโปรโมชั่นกันก่อนสั่งนะคะ) อีกพิกัดหนึ่งคือที่ร้านบิวเทียมทุกสาขา 

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review ทาสีเจลที่ All About Nails & Spa ร้านทำเล็บในสวนศรี ณ The 66 Cottage สุขุมวิท 66

สวัสดีค่ะทุกคน ห่างหายกันไปซักระยะกับการเขียน Blog แต่วันนี้กลับมาแล้วค่ะ พร้อมกับพาร้านทำเล็บดีที่แวดล้อมไปด้วยสวนในละแวกอุดมสุขมาแนะนำกันให้หายคิดถึงด้วย ว่าแล้วก็ไปชมกันดีกว่าค่ะ


เชื่อว่าถ้าใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาลองทำเล็บภายใต้บรรยากาศสบายๆแล้วชื่นชอบธรรมชาติแบบเราเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แวะมาที่ร้าน All About Nails & Spa รับรองว่าไม่ผิดหวังค่ะ

All About Nails & Spa แห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในค่าเฟ่ร้านดังแสนสวยที่ชื่อว่า The 66 Cottage เรียกได้ว่ามาทานขนม จิบชาเก๋ๆแล้วยัง Relex ต่อด้วยการทำเล็บก็ย่อมได้


พอเข้ามาด้านในก็จะเห็นว่าทางร้านใช้สีเจลนำเข้าจากประเทศเกาหลีที่ชื่อว่า Bandi ค่ะ ซึ่งส่วนตัวก็พอรู้จักแบรนด์นี้มาบ้าง เห็นว่านอกจากคุณภาพของสีที่ดีแล้ว ยังโด่งดังเรื่องของกลิตเตอร์ที่เด่นชัด และหลากหลายอีกด้วย


ส่วนโซฟามีอยู่ 2 ตัวค่ะ ทางร้านเป็นระบบโทรมาจองคิว แต่จังหวะไหนไม่มีลูกค้า จะ Walk in เข้ามาเลยก็ได้เช่นกัน

ถึงอากาศจะยังร้อนอยู่ แต่นี่ก็เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวแล้ว ใครผ่านห้างดังทั้งหลายย่านราชประสงค์ก็คงเห็นต้นคริสมาสตั้งตระหง่านกันให้พรึ่บพรับ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ "Winter Nails" คือธีมของการทำเล็บของเราวันนี้ค่ะ

ว่าแล้วก็ไม่รอช้า เปิด IG ตามด้วยค้น Hashtag #WinterNails แล้วก็เลือกแบบที่ถูกใจจนได้มาซึ่งรูปนี้จากของร้านทำเล็บญี่ปุ่น (IG: boxnews_nail) ค่ะ แต่ส่วนตัวอยากทำที่เล็บมือ ปรึกษาช่างแล้ว ช่างก็น่ารัก ช่วยหาสีที่ใกล้เคียงกับแบบมาให้เลือก และแจ้งก่อนทำว่าสติกเกอร์ลายเกร็ดหิมะสีทองแบบในรูปทางร้านไม่มี ซึ่งเราเองก็ไม่ซีเรียส เลยบอกช่างว่าใช้กลิตเตอร์สีทองแทนก็ได้ แค่ภาพรวมออกมาคล้ายๆก็พอใจแล้ว


เลือกได้แล้วก็เข้าสู่กระบวนการทำกันเลย เนื่องจากได้เข้าไปใช้บริการช่วงวันธรรมดาตอนสายๆ ซึ่งหลายๆคนอาจจะติดงานกัน ในร้านเลยไม่ใครนอกจากช่างกับเรา ถือว่าเป็นอารมณ์ทำเล็บที่ Private ได้อีก





แล้วก็ Tada! นั่งเล่นมือถือเพลินๆ ไม่นานเลยก็ทำเสร็จค่ะ งานออกมาสวยเหมือนแบบ(ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง) ราคาของแบบที่ทาอยู่ที่ 600.- ถือว่าไม่แพงเลยใช่ไหมคะ เมื่อมีบรรยากาศสวนสวยรายล้อม และช่างที่บริการดี ใส่ใจลูกค้า

สำหรับบริการของร้าน All About Nails & Spa นอกจากทาเล็บและต่อเล็บแล้ว ก็ยังมีสปามือและเท้าอีกด้วย ในส่วนของการเดินทางก็ไม่ยากเลยค่ะ แนะนำให้นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีอุดมสุข และเดินต่อเข้ามานิดหน่อย (ประมาณ 5 นาที) เข้ามาที่ซอยสุขุมวิท 66 โดยร้านจะอยู่ด้านในคาเฟ่ The 66 Cottage ค่ะ

เอาล่ะ! เพื่อนๆคนไหนที่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทำเล็บในสวนดูบ้าง ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage ของทางร้านที่ https://www.facebook.com/allaboutnailsnspa/ นะคะ

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ไม่อยากเป็นสิวอุดตัน ต้องเลี่ยงครีมที่มี Mineral Oil

เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผิวของเมย์ก็ดูอิดโรย ไม่สดใส พยายามบำรุงอย่างเต็มที่ก็รู้สึกเหมือนมันดีขึ้น แต่ไม่สุด ไม่รู้ว่าเพราะอะไร และเริ่มมีสิวอุดตันเกิดขึ้นประปรายจากแต่ก่อนที่ไม่มีเลย จึงได้เริ่มเคร่งครัดกับตัวเองตามปัจจัยต่างๆที่เราเชื่อว่าจะช่วยให้สิวลดได้ผ่านการดูแลตัวเองจากภายในเช่นการอาหาร, การพักผ่อน, ความเครียด และการดูแลตัวเองจากภายนอกเช่นการใช้ Skincare ที่เหมาะสม, ทากันแดดไหม ล้างเครื่องสำอางออกหมด

แต่ถึงจะพยายามดูแลผิวหน้าเป็นอย่างดี เมย์รู้สึกว่าสิวอุดตัน และอาการผิวดูหมองๆ มันก็เป็นๆหายๆ ถ้าไม่หลอกตัวเองก็จะรู้สึกว่าไม่เห็นจะดีขึ้นเท่าไหร่เลย จากจุดนั้นเองที่เมย์ตัดสินใจลองศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แนว Organic ดู ทำให้พบว่าเหล่า Beauty Guru ไม่ว่าจะเป็นสาย Healthy, สาย Organic, ตลอดจนสายธรรมชาติบำบัด ต่างบอกตรงกันว่า "You are what you eat." ซึงในหลายครั้งการบริโภคที่ว่านี้ไม่ได้มีรูปแบบเพียงการทานเข้าไปแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งต่างที่เรานำมาใช้กับร่างกายของเราอย่างเป็นประจำ เช่นการทาครีมก็เช่นกัน เพราะว่าร่างกายของเรานั้นสามารถดูดซึมสารอันตรายต่างๆผ่านผิวหนังได้! 

จากนั้นเมย์จึงลองค้นหาส่วนผสมของสารสกัดที่ไม่เป็นมิตรต่อผิว และลองนำมาเปรียบเทียบกับฉลากด้านหลังผลิตภัณฑ์ดู และในวันนั้นเองที่เมย์เจอสารสกัดที่มีชื่อเรียกเก๋ๆ ฟังดูเป็นแพงหน่อยๆว่า "Mineral Oil" ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุของสิวอุดตันที่เมย์ประสบอยู่ในขณะนั้นเป็นส่วนผสมอยู่ในอันดับต้นๆอยู่ใน Cleaning oil ที่ใช้ล้างเครื่องสำอางที่ใช้มาซักระยะ

เห็นแบบนี้แล้วใครอยากใช้กับผิวหน้าบ้าง ?

ถึงชื่อจะดูแพง แต่จากข้อมูลที่ได้รับมา Mineral Oil นั้นเป็นเพียงแค่น้ำมันใสๆที่ปราศจากกลิ่น จัดอยู่ในกลุ่มน้ำมันปิโตรเลียมที่ใช้สำหรับรถยนต์ หรืออีกนัยคือน้ำมันเกรดโรงงานอุตสหกรรม ห่างไกลกับเกรดที่คู่ควรกับการนำมาใช้กับผิวหน้าโดยสิ้นเชิง และด้วยความที่มันราคาถูก หายแบรนด์จึงนำมาใช้เป็น 1ในส่วนผสมของเครื่องสำอางในกลุ่ม Moisturiser

เมื่อมาลองทบทวนระยะเวลาที่เริ่มใช้คือประมาณ 3 อาทิตย์ เปรียบเทียบกับช่วงที่สิวอุดตันเริ่มขึ้นก็ค่อนข้างตรง! ก็อดแอบรู้สึกไม่ได้ว่าทำไมเราชะล่าใจช้าจังเลย แต่มาคิดดูอีกที แต่ไหนแต่ไร ส่วนมากเวลาที่สิวขึ้นเราก็มักจะคิดว่ามันมาจากครีมที่ใช้ไม่เหมาะกับเรา และละเลยเครื่องสำอางประเภทอื่นๆที่เราใช้มันกับผิวหน้าเป็นประจำ

ทำไม Mineral Oil จึงก่อนให้เกิดสิวอุดตัน ?


จากบทความของเว็บไซด์ต่างประเทศต่างบอกเป็นแนวเดียวกันว่า โดยธรรมชาติแล้ว ผิวต้องการการแลกเปลี่ยนก็าช Oxygen และ Carbondioxide อยู่ตลอดเวลาเพื่อคงความสมดุลย์ แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Mineral Oil เป็นส่วนผสมเป็นประจำทำให้ผิวของเราไม่สามารถหายใจได้อย่างปกติ ไม่เพียงแต่สารบำรุงต่างๆจะเข้าไปไม่ถึงผิวชั้นใน ผิวเองไม่สามารถระบายความร้อน และผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติได้ จึงส่งผลให้กลไกการทำงานของต่อมไขมันในผิวหนังเสื่อมสภาพ นานวันเข้าก็ไม่สามารถผลิตน้ำมันมาเคลือบผิวเพื่อคงความชุ่มชื้นของผิวไว้ตามธรรมชาติ ได้อีกต่อไป จึงทำให้เราต้องอาศัยการใช้เครื่องสำอางต่างๆมาทำหน้าที่สร้างความชุ่มชื่นขึ้นมาให้แทนอย่างขาดไม่ได้

รูปด้านซ้ายคือผิวที่หายใจได้อย่างปกติ ส่วนรูปด้านขวาจะเห็นว่าจะถูกเคลือบด้วย Mineral Oil ที่ผิวชึ้นบนสุดอีกที 
ทำให้ผิวหายใจได้น้อยลง ปิดกั้นการเปลี่ยนก๊าชและสารบำรุงต่างๆทั้งจากด้านนอกและด้านใน

โดยเฉพาะครีมบำรุงผิวหน้าที่อยู่บนผิวหน้าเราหลายชั่วโมงนานกว่าใครเพื่อน ยิ่งต้องอ่านฉลากให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตันนี้
  • Petrolatum 
  • Liquid paraffin 
  • Paraffin oil 
3 ส่วนผสมนี้คือชื่อในรูปแบบอื่นๆของ Mineral Oil ที่เราจะเห็นได้บนฉลากหลังผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Primer, ครีมทาหน้า, ครีมทามือ, ลิปปาล์ม, มาร์คบำรุงผิว ถ้าเจอเมื่อไหร่ก็แนะนำให้วางของสิ่งนั้นลงที่เดิมได้เลย


ลองดู Kindness ครีมบำรุงผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน


ส่วนใครที่มีประสบปัญหาผิวแห้ง หรือขาดการล้างเครื่องสำอางด้วย Oil ไม่ได้เลย เมย์อยากแนะนำให้ลองดูผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันที่สกัดจากจากธรรมชาติเช่น
  • Coconut Oil 
  • Shea butter 
  • Vitamin E 
  • Jojoba Oil 
  • Cocoa Butter 
  • Olive Oil 
ที่ถึงแม้ว่าจะมีราคาอาจสูงกว่า แต่ปลอดภัยกว่ากันอย่างแน่นอน

หลังจากนั้นเมยก็เลิกใช้ Cleansing Oil ขวดนั้นอย่างเด็ดขาด และเปลี่ยนมาใช้น้ำมันพระพร้าวสกัดเย็นอยู่พักหนึ่ง ในขณะเดียวกันเมย์ก็สังเกตผิวตัวเองก็เห็นว่าผิวที่ดูล้าๆ ไม่เปล่งปลังสดใสเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในสัปดาห์แรก

ในส่วนของสิวอุดตันๆก็ไม่ขึ้นใหม่ ส่วนที่มีอยู่แล้วก็ค่อยๆถูกดันออกมา(ในส่วนนี้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติสามารถซึมเข้าไปทำให้บริเวณที่เป็นสิวอุดตันมีความชุ่มชื้น เร่งการผลัดผิวตามธรรมชาติ) และกดออกได้ในที่สุด ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน สำหรับใครที่รู้ว่านานไปอาจจะไปให้คุณหมอตามคลีนิคความงามกดสิวอุดตันออกก็ได้เช่นกัน

ท้ายที่สุดนี้เมย์หวังว่าการแบ่งปันประสบการณ์ครั้งนี้จะมีประโยนช์กับหลายๆคนไม่มากก็น้อย การเป็นคนช่างเลือก ช่างถามก่อนจะ Consume อะไรเข้าไปสู่ร่างกายเราจะช่วงป้องกันไม่ให้เราต้องเสียเวลา เสียสุขภาพจิตในการมาตามแก้ไขที่หลังอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

REFERENCES
[1] 5 Scary Reasons To Avoid Petroleum and Mineral Oil in Your Skincare Products https://beautyeditor.ca/2014/10/16/petroleum-mineral-oil-skin-products
[2] The top 5 myths about mineral oil part 1 http://thebeautybrains.com/2006/11/the-top-5-myths-about-mineral-oil-part-1/