หมวดหมู่

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ไม่อยากเป็นสิวอุดตัน ต้องเลี่ยงครีมที่มี Mineral Oil

เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผิวของเมย์ก็ดูอิดโรย ไม่สดใส พยายามบำรุงอย่างเต็มที่ก็รู้สึกเหมือนมันดีขึ้น แต่ไม่สุด ไม่รู้ว่าเพราะอะไร และเริ่มมีสิวอุดตันเกิดขึ้นประปรายจากแต่ก่อนที่ไม่มีเลย จึงได้เริ่มเคร่งครัดกับตัวเองตามปัจจัยต่างๆที่เราเชื่อว่าจะช่วยให้สิวลดได้ผ่านการดูแลตัวเองจากภายในเช่นการอาหาร, การพักผ่อน, ความเครียด และการดูแลตัวเองจากภายนอกเช่นการใช้ Skincare ที่เหมาะสม, ทากันแดดไหม ล้างเครื่องสำอางออกหมด

แต่ถึงจะพยายามดูแลผิวหน้าเป็นอย่างดี เมย์รู้สึกว่าสิวอุดตัน และอาการผิวดูหมองๆ มันก็เป็นๆหายๆ ถ้าไม่หลอกตัวเองก็จะรู้สึกว่าไม่เห็นจะดีขึ้นเท่าไหร่เลย จากจุดนั้นเองที่เมย์ตัดสินใจลองศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แนว Organic ดู ทำให้พบว่าเหล่า Beauty Guru ไม่ว่าจะเป็นสาย Healthy, สาย Organic, ตลอดจนสายธรรมชาติบำบัด ต่างบอกตรงกันว่า "You are what you eat." ซึงในหลายครั้งการบริโภคที่ว่านี้ไม่ได้มีรูปแบบเพียงการทานเข้าไปแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งต่างที่เรานำมาใช้กับร่างกายของเราอย่างเป็นประจำ เช่นการทาครีมก็เช่นกัน เพราะว่าร่างกายของเรานั้นสามารถดูดซึมสารอันตรายต่างๆผ่านผิวหนังได้! 

จากนั้นเมย์จึงลองค้นหาส่วนผสมของสารสกัดที่ไม่เป็นมิตรต่อผิว และลองนำมาเปรียบเทียบกับฉลากด้านหลังผลิตภัณฑ์ดู และในวันนั้นเองที่เมย์เจอสารสกัดที่มีชื่อเรียกเก๋ๆ ฟังดูเป็นแพงหน่อยๆว่า "Mineral Oil" ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุของสิวอุดตันที่เมย์ประสบอยู่ในขณะนั้นเป็นส่วนผสมอยู่ในอันดับต้นๆอยู่ใน Cleaning oil ที่ใช้ล้างเครื่องสำอางที่ใช้มาซักระยะ

เห็นแบบนี้แล้วใครอยากใช้กับผิวหน้าบ้าง ?

ถึงชื่อจะดูแพง แต่จากข้อมูลที่ได้รับมา Mineral Oil นั้นเป็นเพียงแค่น้ำมันใสๆที่ปราศจากกลิ่น จัดอยู่ในกลุ่มน้ำมันปิโตรเลียมที่ใช้สำหรับรถยนต์ หรืออีกนัยคือน้ำมันเกรดโรงงานอุตสหกรรม ห่างไกลกับเกรดที่คู่ควรกับการนำมาใช้กับผิวหน้าโดยสิ้นเชิง และด้วยความที่มันราคาถูก หายแบรนด์จึงนำมาใช้เป็น 1ในส่วนผสมของเครื่องสำอางในกลุ่ม Moisturiser

เมื่อมาลองทบทวนระยะเวลาที่เริ่มใช้คือประมาณ 3 อาทิตย์ เปรียบเทียบกับช่วงที่สิวอุดตันเริ่มขึ้นก็ค่อนข้างตรง! ก็อดแอบรู้สึกไม่ได้ว่าทำไมเราชะล่าใจช้าจังเลย แต่มาคิดดูอีกที แต่ไหนแต่ไร ส่วนมากเวลาที่สิวขึ้นเราก็มักจะคิดว่ามันมาจากครีมที่ใช้ไม่เหมาะกับเรา และละเลยเครื่องสำอางประเภทอื่นๆที่เราใช้มันกับผิวหน้าเป็นประจำ

ทำไม Mineral Oil จึงก่อนให้เกิดสิวอุดตัน ?


จากบทความของเว็บไซด์ต่างประเทศต่างบอกเป็นแนวเดียวกันว่า โดยธรรมชาติแล้ว ผิวต้องการการแลกเปลี่ยนก็าช Oxygen และ Carbondioxide อยู่ตลอดเวลาเพื่อคงความสมดุลย์ แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Mineral Oil เป็นส่วนผสมเป็นประจำทำให้ผิวของเราไม่สามารถหายใจได้อย่างปกติ ไม่เพียงแต่สารบำรุงต่างๆจะเข้าไปไม่ถึงผิวชั้นใน ผิวเองไม่สามารถระบายความร้อน และผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติได้ จึงส่งผลให้กลไกการทำงานของต่อมไขมันในผิวหนังเสื่อมสภาพ นานวันเข้าก็ไม่สามารถผลิตน้ำมันมาเคลือบผิวเพื่อคงความชุ่มชื้นของผิวไว้ตามธรรมชาติ ได้อีกต่อไป จึงทำให้เราต้องอาศัยการใช้เครื่องสำอางต่างๆมาทำหน้าที่สร้างความชุ่มชื่นขึ้นมาให้แทนอย่างขาดไม่ได้

รูปด้านซ้ายคือผิวที่หายใจได้อย่างปกติ ส่วนรูปด้านขวาจะเห็นว่าจะถูกเคลือบด้วย Mineral Oil ที่ผิวชึ้นบนสุดอีกที 
ทำให้ผิวหายใจได้น้อยลง ปิดกั้นการเปลี่ยนก๊าชและสารบำรุงต่างๆทั้งจากด้านนอกและด้านใน

โดยเฉพาะครีมบำรุงผิวหน้าที่อยู่บนผิวหน้าเราหลายชั่วโมงนานกว่าใครเพื่อน ยิ่งต้องอ่านฉลากให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตันนี้
  • Petrolatum 
  • Liquid paraffin 
  • Paraffin oil 
3 ส่วนผสมนี้คือชื่อในรูปแบบอื่นๆของ Mineral Oil ที่เราจะเห็นได้บนฉลากหลังผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Primer, ครีมทาหน้า, ครีมทามือ, ลิปปาล์ม, มาร์คบำรุงผิว ถ้าเจอเมื่อไหร่ก็แนะนำให้วางของสิ่งนั้นลงที่เดิมได้เลย


ลองดู Kindness ครีมบำรุงผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน


ส่วนใครที่มีประสบปัญหาผิวแห้ง หรือขาดการล้างเครื่องสำอางด้วย Oil ไม่ได้เลย เมย์อยากแนะนำให้ลองดูผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันที่สกัดจากจากธรรมชาติเช่น
  • Coconut Oil 
  • Shea butter 
  • Vitamin E 
  • Jojoba Oil 
  • Cocoa Butter 
  • Olive Oil 
ที่ถึงแม้ว่าจะมีราคาอาจสูงกว่า แต่ปลอดภัยกว่ากันอย่างแน่นอน

หลังจากนั้นเมยก็เลิกใช้ Cleansing Oil ขวดนั้นอย่างเด็ดขาด และเปลี่ยนมาใช้น้ำมันพระพร้าวสกัดเย็นอยู่พักหนึ่ง ในขณะเดียวกันเมย์ก็สังเกตผิวตัวเองก็เห็นว่าผิวที่ดูล้าๆ ไม่เปล่งปลังสดใสเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในสัปดาห์แรก

ในส่วนของสิวอุดตันๆก็ไม่ขึ้นใหม่ ส่วนที่มีอยู่แล้วก็ค่อยๆถูกดันออกมา(ในส่วนนี้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติสามารถซึมเข้าไปทำให้บริเวณที่เป็นสิวอุดตันมีความชุ่มชื้น เร่งการผลัดผิวตามธรรมชาติ) และกดออกได้ในที่สุด ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน สำหรับใครที่รู้ว่านานไปอาจจะไปให้คุณหมอตามคลีนิคความงามกดสิวอุดตันออกก็ได้เช่นกัน

ท้ายที่สุดนี้เมย์หวังว่าการแบ่งปันประสบการณ์ครั้งนี้จะมีประโยนช์กับหลายๆคนไม่มากก็น้อย การเป็นคนช่างเลือก ช่างถามก่อนจะ Consume อะไรเข้าไปสู่ร่างกายเราจะช่วงป้องกันไม่ให้เราต้องเสียเวลา เสียสุขภาพจิตในการมาตามแก้ไขที่หลังอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

REFERENCES
[1] 5 Scary Reasons To Avoid Petroleum and Mineral Oil in Your Skincare Products https://beautyeditor.ca/2014/10/16/petroleum-mineral-oil-skin-products
[2] The top 5 myths about mineral oil part 1 http://thebeautybrains.com/2006/11/the-top-5-myths-about-mineral-oil-part-1/

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Review ยืดโคน-ดัดปลาย กับอ.เจน ร้าน The Cortice

เสาร์ที่ผ่านมา เมย์ได้มาทำผมใหม่กับ อ.เจน ร้าน The Cortice สยามสแควร์ ซ. 7 จากที่ไม่ได้ทำเคมีผมมา 1 ปีเต็ม โดยรอบนี้ตั้งใจจะมาดัดผม เพราะชอบลอนสไตล์เกาหลีที่ดูเป็นธรรมชาติหลังดัดที่หลายคนจะรู้ว่าเป็นงานถนัดของ The Cortice เลย


สภาพผมก่อนทำคือผมหยักโศก และฟู ตามธรรมชาติลงโทษ 555 ช่วงปลายจะแห้งและมีสีผมที่เคยทำไว้ติดอยู่


หลังจากเช็คสภาพผมแล้ว อ. เจนแนะนำให้เล็มปลายออกประมาณ 1 นิ้ว
และเนื่องจากเมย์มีผมเส้นใหญ่ ถ้าไม่ยืดช่วงโคน ผมก็จะดูฟู ไม่ค่อยเป็นทรง ถ้าอยากให้ดูสวยควรจะยืดก่อน แล้วค่อยดัด


ดั้งนั้นขั้นตอนถัดมาคือใส่น้ำยาที่ทำหน้าที่คลายเส้นผม เพื่อให้เส้นผมคลายตัว พร้อมรับน้ำยายืดค่ะ


จากนั้นก็ทำการยืด โดยยืดตั้งแต่โคนผมถึงช่วงกลางๆ ส่วนปลายเว้นไว้สำหรับดัดค่ะ


เมื่อยืดผมเสร็จก็ได้ฤกษ์เริ่มดัดกันแล้ว ดัดรอบนี้เมย์บอก อ.เจน ขอแกนใหญ่ๆเลย เป็นคนชอบลอนใหญ่ๆ 


ใส่น้ำยาล็อกเส้นผมเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดัด


เมื่อล้างผมเสร็จก็ได้วิธีสอนเซ็ทผมแล้ว ลอนตอนเปียกยังสวย ถูกใจมาก


สำหรับเทคนิคการเซ็ทผมก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ด้านหลังหมุนเข้า และด้านหน้าหมุนออก แต่ที่ต้องใส่ใจก็คือระหว่างเซ็ทต้องแบ่งผมออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนด้านบนและล่าง เนื่องจากความยาวของผมเมย์ไม่เท่ากัน ถ้าเซ็ทโดยไม่แบ่งผมอาจทำให้เก็บรายละเอียดระหว่างเซ็ทได้ไม่ดี


และ Tada! เสร็จแล้วค่ะ ออกมาสวย ถูกใจมาก ดูเปลี่ยนไปจากเดิมอยู่เหมือนกัน


ดูเห็นข้างหลังแล้วอยากรู้จักผู้หญิงคนนี้จังเลย 55

สุดท้ายนี้ขอบคุณ อ. เจน และผู้ช่วยคุณหวาน สำหรับทรงผมสวยๆและคอยดูแลเมย์ระหว่างการทำผมในครั้งนี้ค่ะ 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถโทรไปจองคิว อ.เจน ได้ที่ 087 364 4442 หรือทางเพจ The Cortice ได้เลยค่ะ 

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แนะนำ Skincare ทางเลือก ของสาววัย 30 ต้นๆ ที่ใช้แล้วเอาอยู่




คำว่า Skincare ทางเลือกในที่นี้ หมายถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่ได้วางจำหน่ายตามช่องทางที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อในห้าง ไม่ได้มีทุนโฆษณามหาศาลให้เราเห็นตาม Bill board หรือทีวีใน BTS  เราสามารถพบสินค้าเหล่านี้ได้ใน Internet, สถาบันความงาม, ร้านผลิตภัณฑ์แนว Organic หรือการออกร้านตามงานแฟร์ 

ที่สำคัญสินค้าเกือบทั้งหมดเป็น "แบรนด์ของคนไทย" ที่เจ้าของมีความใส่ใจในการผลิต แต่ล่ะแบรนด์ล้วนมี Story ที่น่าสนใจ เมื่อลองใช้แล้วรู้สึกดีไม่แพ้กับสินค้าที่ขึ้นห้าง จึงอยากหยิบยกนำมาแนะนำให้หลายๆคนได้รู้จักค่ะ

ข้อมูลของเราปีนี้อายุ 30 สภาพผิว ผิวธรรมดา มันเล็กน้อยช่วง T-Zone ปัญหาผิวส่วนตัว คือรูขุมขนบริเวณแก้มเริ่มกว้างขึ้น และรอยดำจากสิว 

Natural D Soap


สบู่แฮนเมดที่สามารถใช้ได้กับทั้งผิวหน้าและผิวตัว มีด้วยกัน 4 สูตร ที่ถ่ายและนำมารูปนี้เป็นสูตรมะขามและขมิ้น

สบู่ว่าแฮดเมดแล้ว แพ็คเกจจิ้งดูแฮดเมดยิ่งกว่า เพราะเวลาแกะให้ความรู้สึกเหมือนแกะกล่องของขวัญเลย เรียกได้ว่าเป็นสบู่แนวสมุนไพรที่หลุดออกจากกรอบแพ็คเกจจิ้งสไตล์ไทยจ๋าอีกหนึ่งแบรนด์

ถ้าใครคิดว่าสบู่ประมาณนี้ละลายเร็ว ต้องคิดใหม่ เพราะจากที่ใช้มา Natural D Soap ไม่ได้เป็นแบบนั้น ถือว่าละลายช้ามากเมื่อเทียบกับสบู่ที่ Positioning ตัวเองในแนวเดียวกัน ใช้ไปซักพักมียุ่ยลงไปบ้าง แต่ก็ยังพอรับได้ ชอบตรงสะดวกก้อนเดียวใช้ได้ทั้งหน้าและตัวเลย สั้มผัสหลังล้างหน้าจะค่อนไปทางตึงกว่าแห้ง ผิวจะไม่ลื่นซะทีเดียว และถ้าเป็นผิวตัวก็จะรู้สึกว่ากำลังพอดีไม่ตึง ไม่ลื่นจนเกินไป


Por Hb Extract Plus AHA Facial Cleansing Gel



เป็นสินค้าของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลาณครินทร์ จุดเด่นคือเป็นเจลล้างหน้าที่มีสารสกัดจากยางพารา และ AHA ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวด้วย มีกลิ่นหอมนิดๆ

แพ็ตเกจจิ่งดูดี ลายกราฟฟิกสวย ให้อารมณ์คล้ายๆ Oriental Princess เลย ขวดใหญ่กำลังดี ใช้ได้นานเลย

เป็นเจลมีฟองที่ที่ล้างออกแล้วหน้าไม่ตึง และไม่ลื่นจนเกินไป PH Balance กำลังพอดีมากๆ ถ้าใครที่ชอบการล้างหน้าที่ทำให้รู้สึกผิวได้รับการปรับสมดุลย์แบบนี้ ในราคาหลักสองร้อยนิดๆ เจลล้างหน้าจาก Por นี้ถือเป็นทางเลือกที่ดีเลย

Pola Soft Scrub Cleaning 



สครับแบรนด์ไฮโซจากญึ่ปุ่นที่หาซื้อได้ต่อนข้างยาก สินค้าส่วนมากของแบรนด์นี้มีราคาค่อนข้างสูง และไลน์ Mi Ryo Ku หรือโรส ฮิพ ออย นี้คือไลน์ที่ราคาน่ารักที่สุด เห็นว่าเป็นไลน์ที่เหมาะกับผิววัยรุ่นที่เริ่มสนใจบำรุง หรือผิวที่มีปัญหาน้อย ต้องการรักษาความชุ่มชื้นไว้ มีกลิ่นหอมสดชื่น อย่างตัวนี้เป็นสครับช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน

แพ็คเกจจิ้งดูสดใส อ่อนโยน สไตล์เจแปน หลอดใหญ่ ใช้ได้นาน

เป็นสครับเนื้อเจลที่ไม่มีฟอง พร้อมด้วยเม็ดสครับเล็กๆ เวลาล้างออกแล้วหน้าไม่ลื่น แต่ก็ไม่แห้ง ให้ความรู้สึกหมดจด ส่วนตัวถ้าผิวหน้าไม่ได้บาง ใช้สัปดาห์ล่ะ 2 ครั้งก็ยังไหว

Dione Bio-Skin Multi-Bio Ultra Cellular Serum


เป็นการปรับสูตรครั้งที่ 2 ของแบรนด์ โดยเลือกใช้สารสกัดจากสเต็มเซลล์ของพืชในโดสที่มากกว่าเดิม เน้นเรื่องการช่วยให้ผิวแข็งแรง ดูแลแก้ไขทุกปัญหาผิวเช่นสิว และริ้วรอย

แพ็คเกจจิ้งดูดี เรียบ ง่าย ให้ความรู้สึกเป็นเวชสำอางที่มาจากธรรมชาติล้วนๆ

ขอบอกว่านี่เป็นเซรั่มที่เราใช้แล้วสบายใจ วางใจอย่างที่สุด  รู้สึกเป็นอาหารผิวชั้นเลิศที่ขาดไม่ได้
ยอมรับว่าแม้ส่วนตัวจะไม่ใช่คนที่มีปัญหาผิวอะไรมากมาย แต่ในวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 แล้ว มันหายากนะที่จะเจอเซรั่มในหลักพันต้นๆ ที่ใช้แล้วรู้สึกว่าเอาอยู่ทุก ตอบโจทย์ทุกสิ่งที่เรากังวลเช่นปัญหาเรื่องรูขุมขน อย่างเวลาลอกสิ้วเสี้ยน หรือกดสิว เมื่อทำความสะอาดเสร็จเราก็จะทาเซรั่มนี้ก่อนทายา และในเรื่องของรอยดำจากการกดสิวมันจางลงเร็วมากสำหรับผิววัยเลข 3 อย่างเรา ปกติจะใช้ครั้งล่ะ 2 ปั้ม เนื้อเซรั่มลื่น และซึมลงผิวเร็วพอสมควร 

Proudvie Eye Serum Liquid Crystal


Proudvie เป็นแบรนด์ที่เกิดจากสถาบันนวดหน้าที่โดดเด่นเรื่องศาสตร์การออกกำลังกายบนใบหน้า ชลอการเกิดริ้วรอย และปรับสมดุลย์ระบบน้ำเหลือง

แพ็คเกจจิ่งจะเป็นกระปุกและมีไม้พายสำหรับตักแถมมาให้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่แบบหัวปั๊มที่คุ้นชิน แต่ในทางกลับกันถือว่าได้ปริมาณอายครีมที่เยอะอยู่

จุดที่สำผัสได้เลยระหว่างที่ใช้คือเนื้อครีมมีความชุ่มชื้นสูงมาก ที่สำคัญทาแล้วไม่ทิ้งความมันไว้ มันใช่อ่ะ สำหรับครีมรอบดวงตา ซึมเร็วด้วย ใช้แล้วรู้สึกช่วยว่ามันทำงานโดยการโอบอุ้ม ป้องกันไมให้ผิวบริเวณใต้ตาแห้ง ลดสาเหตุการเกิดริ้วรอย

ป.ล. มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ร้องไห้หนักๆด้วยเรื่องบ้าๆบอๆ แต่ก็ยังทาอายครีม เพราะมันเป็นนิสัยจะที่ต้องทา Skincare อยู่แล้ว เวลาตืนเช้ามาไม่มีใครทักว่าตาบวมไปทำอะไรมา ถือว่าผ่านสำหรับเรา


Pure Skin Minerals Physical Sunscreen SPF 50 PA+++


ครีมกันแดดที่สามารถใช้เป็นเบสก่อนแต่งหน้าได้ มีไพรเมอร์เป็นส่วนผสมด้วย ดูจากส่วนผสมผิวแพ้ง่ายก็ใช้ได้ เพราะแบรนด์ Pure Skin Minerals นี้ได้รับการยอมรับในเรื่องการเลือกใช้ส่วนผสมที่ใช้แล้วไม่อุดตันผิว ผิวสามารถหายใจได้ เนื้อครีมมีกลิ่นอบอวลเย็นๆอย่างบอกไม่ถูกค่ะ แต่ชอบ

แพ็คเกจจิ้งดูแพง และ Hi-end ดี ชอบตรงการออกแบบให้ฝาของหลอดครีมมีขนาดเล็ก ทำให้เราควบคุมปริมาณการบีบต่อครั้งได้

ใช้แล้วไม่อุดตันผิว สิวไม่ขึ้น ระหว่างวันสีผิวบนหน้าที่มีเนื้อครีมเคลือบก็ไม่เปลี่ยน และไม่หมองด้วยค่ะ ดีตรงช่วยประหยัดเวลาในการแต่งหน้าในวันที่เร่งรีบเพราะไม่ต้องลงไพร์เมอร์ หรือหากวันนั้นต้องการลุคที่ดูธรรมชาติมากๆก็แนะนำให้ลงกันแดดตัวนี้และตามด้วยคอลซีลเลอร์เฉพาะจุดและทาแป้งต่อได้เลย


Purebooster Sleeping Mark


ที่เนื้อมาร์คไม่มันจนเกินเกิน มี Dioscorea Villosa ช่วยลดเรื่องการอักเสบของผิว ดังนั้นผิวบอบบางก็น่าจะใช้ได้ สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษสำหรับมาร์คตัวนี้คือการที่มันไม่มีกลิ่น คือถึงแม้มันจะไม่ได้มีส่วนผสมของน้ำหอม มันก็ไม่ได้มีกลิ่นของผลิตภัณฑ์เพรียวๆที่ไม่น่าใช้เหมือนมาร์คทั่วไปแต่อย่างใด

จริงๆกล่องน่ารักมาก แต่ว่าทิ้งไปแล้ว อันนี้เป็นรูปประกอปจากอินเตอร์เน็ทค่ะ


ส่วนตัวเราจะทาบางๆ แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีก็จะแห้งและทำการเคลือบผิว สามารถเข้านอนได้โดยไม่ต้องกัลวลว่าเนื้อมาร๋คจะเปื้อนปลอกหมอน แต่ถ้าใครที่ชอบโบก แนะนำให้ทาและรอมาร์คเริ่มแห้งลงก่อน แล้วค่อยทาซ้ำ ไม่พบว่าก่อให้เกิดการอุดตัน ก่อให้เกิดสิว หรือระคายเคืองใดใด ล้างออกได้ง่าย เวลาล้างจะรู้สึกได้ถึงเนื้อมาร์คที่อยู่บนชั้นผิวลื่นๆ ผิวดูนุ่มและใสขึ้น เหมาะกับการใช้ในวันที่รู้สึกว่าอาจจะได้นอนน้อยแล้วกัลวลว่าพรุ่งนี้หน้าจะโทรม 

แป้งสมุนไพรสูตรอ่อนโยน Keawmanee Body Powder


เป็นแป้งฝุ่นอีกแบรนด์หนึ่งที่น่าสนใจของไทยที่ใช้แป้งข้าวเจ้า ไม่มีสาร Talcum กลิ่นหอมอ่อนๆ เย็นๆและไม่เชยค่ะ 555

แพ็คเกจจิ้งสวยดี เราชอบสีชมพูโทนนี้ เราว่ามันไม่ดูไทยสไตล์เกิน สามารถเข้าถึงกลุ่มวัยผู้ใหญ่ที่ยังนิยมแพ็ตเกจจิ้งที่ดูเป็นสากลค่อนมาทางน่ารักฟรุ้งฟริ้งได้

ด้วยความที่เรามักจะทาแป้งหลังลงครีมในวันที่ไม่ได้แต่งหน้า ถึงแม้ที่กระปุกจะเขียนว่าเป็นแป้งทาตัว แต่ก็ยังเอามาทาหน้า (อารมณ์เหมือนคนใช้แป้งเด็กทั่วไปล่ะเนอะ) ก็ไม่แพ้นะคะ ใช้แล้วช่วยในการลดผดผื่นขึ้นตามหน้าฝากในวันที่อากาศร้อนด้วยล่ะ ใช้ได้นานเลยที่เดียว

Soziz Double White Rice Body Lotion SPF 35 PA+++


โลชั่นข้าว ขาว เป็นโลชั่นที่ทาแล้วทำให้ผิวขาวขึ้นทันที แต่มีจุดเด่นตรงใช้ส่วนผสมที่มาจากข้าว ทาแล้วไม่ติดขน มี Whitening และกันแดดที่ช่วยปรับสภาพให้ผิวขาวขึ้นได้ถ้าใช้อย่างต่อเนื่อง กลิ่นหอมแบบเย็นๆอีกเช่นเคย

แพ็คเกจจิ้งน่ารักดี ดูคลีนๆ เป็นมิตรกับธรรมชาติน่าใช้

เนื้อครีมเมื่อแห้งแล้วจะรู้สึกเหมือนเนื้อแป้งเคลือบผิวไว้อีกที ดังนั้นสีไม่ติดขนและเบาะรถนะคะ 555 จุดที่ชอบคือผิวสีไหนใช้ก็ออกมาดูไม่ขาวเวอร๋นะ เพราะเราลองให้คนอื่นทาดูด้วย แต่ตอนทาต้องค่อยๆทาให้ทั่วและสม่ำเสมอกันนะคะ จะดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้นค่ะ ตอนล้างก็สามารถอาบน้ำตามปกติได้เลย ล้างออกง่ายค่ะ

Earths Journey to the seas 5x Seaweeds "No Douth About It" A Firming & Soothing Body Lotion 


ครีมทาผิวที่มีส่วนผสมจากสาหร่าย 5 ชนิด เน้นเรื่องการช่วยให้ผิว Firm กลิ่นหอมกำลังดี 

ชอบการออกแบบแพ็คเกจจิ้งที่แบ่งตามส่วนผสมเด่นๆที่ใช้ในแต่ล่ะไลน์ของผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้เป็นส่วนมาก เพราะดูละลานตาดี ปริมาณที่ให้มาก็เหมาะสม ใช้ได้นานเกือนเดือนสำหรับเราที่ทาผิวทุกวัน

ชอบในเรื่องของ Texture ของโลชั่นที่ทาง่าย ซึมเร็ว ช่วยในเรื่องเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวได้เป็นอย่างดี เพราะเราใช้ทาส้นเท้าด้วยแล้วพบว่าส้นเท้าไม่แตก ทำให้คิดอยากจะลองใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในส่วนอื่นๆของเขาด้วย ถือเป็นแบรนด์แนว Eco ที่น่าสนใจอีกแบรนด์



เป็นอย่างไรกันบ้างคะ อย่างไรก็ตาม เรารู้สึกมีความสุขที่ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ตัวเราเองชื่นชอบแด่สาวๆ ซึ่งเราอาจจะเป็นเสียงหนึ่งที่ได้ลองสินค้ากลุ่มนี้แล้วพบว่ามันดี 

สำหรับผู้ที่กัลวลว่ามันปลอดภัยไหม ในมุมของเราขอตอบว่า สินค้าที่มีราคาสูง หรือขึ้นห้าง มันก็มีสิทธิแพ้กันได้ ถ้าผิวของเราแพ้ส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนทำการซื้อสินค้าที่เราพึ่งรู้จักทุกครั้ง หากมีการศึกษาข้อมูลลผลิตภัณฑ์อย่างดี เช่นเลขที่จดแจ้งตรงกับชือสินค้าไหม สรรพคุณดู Over claim เกินไปหรือไม่ ตัวเจ้าของแบรนด์มีที่มาที่ไปอย่างไร บวกกับการอ่าน Review ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้สินค้าที่ไม่ปลอดภัยได้ค่ะ

เอาล่ะ ท้ายที่สุดนี้ เราขอให้สาวๆทุกคนมีความสุขกับการดูแลตัวเองนะคะ แล้วพบกันใหม่  




วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

พาเด็กไปเสริมหล่อที่ Blue Harbour ร้านตัดผมชาย สไตล์ Men's Grooming แบบครบวงจร

หลายคนคงรู้จักร้าน Barber ที่ชื่อว่า Blue Harbour ที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของ Kivillage กันเป็นอย่างดี บาร์เบอร์แห่งนี้เปิดมาหลายปีแล้ว และยังเคยลง Magazine ต่างๆเนื่องจากการแต่งร้านที่ดูสวยคลาสสิก เฟอร์นิเจอร์แต่ล่ะชิ้นในร้านดูมีเรื่องราว และความโอ่อ่าที่ไม่แพ้กัน ก่อนที่เราจะลองมาใช้บริการ ก็เคยเห็นอยู่ 2 - 3 ครั้งยามแวะมาที่นี่

ถึงกระนั้น วันนี้เราจะไม่ได้มานำเสนอถึงสิ่งที่สื่อต่างๆเคยเขียนถึงสถานที่แห่งนี้ แต่มีความตั้งใจอยากนำเสนอว่าร้านตัดผมชายในตำนานแห่งนี้ บริการทำ Treatment ผิวหน้า และนวดตัวอีกด้วย ซึ่งเราแทบจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าที่นี่มีบริการอื่นๆแบบนี้ หากไม่ได้เดินไปอ่านป้ายที่หน้าร้านอย่างระยะประชิด


เราสนใจลองนวดตัวบริเวณคอ บ่า ไหล่ หลังจากที่ดูราคาแล้วรู้สึกไม่แรงเลย ด้วยบรรยากาศของร้านที่ดูแพงมาก ยิ่งยั่วยวนอยากเอาตัวเองไปนั่งแช่ที่โซฟา แล้วสัมผัสบริการดูซักครั้ง 555




นวดที่โซฟาตัวนี้แหละ สบายมาก > <

ในขณะที่นวดนั้น ไม่มีใครอยู่ด้วยเลยไม่ได้เก็บภาพมาฝากเพื่อนๆต้องขออภัย ขอเล่าให้ฟังแทนล่ะกัน แฮ่! 

ขั้นตอนการนวดก็จะเริ่มที่คอไล่ไปที่ไหล่ เป็นการนวดช้าๆไปตามสรีระของร่างกาย มีกดจุดบ้างบางตำแหน่ง ระหว่างนี้ช่างเขาก็จะใส่ใจถามค่ะ ว่าเจ็บหรือเปล่าคะ ถ้าเจ็บเกินไปก็บอกได้ 

จากไหล่ก็ใล่ลงไปที่หลัง แล้วค่อยขยับขึ้นมานวดศรีษะ ซึ่งเราชอบเวลานวดที่ตำแหน่งนี้ที่สุด รู้สึกสบายมากก เคลิ้มสุดๆ นอกจากนี้ยังมีบริการนวดแขนเพิ่มเติมให้อีกเล็กน้อย พอใกล้จะนวดเสร็จ เขาก็จะเชิญเราลงมานั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆข้างๆ และใช้มือสับไปที่หัวไหล่กับแผ่นหลังก็เป็นอันเสร็จสิ้นค่ะ  

สำหรับจุดพีคที่เป็นที่มาของกระทู้นี้ก็คือ เมื่อนวดเสร็จแล้วเราเห็นลูกค้าผู้ชายเดินออกมาจากโซนทำหน้า แล้วพี่เขาดูหน้าใสมาก ดูมีความผ่องแผ้ว 55 ก็เลยเริ่มมีไอเดียสนุกๆก่อขึ้นในหัวว่า ไว้พาเด็กเรามาโดนบ้างดีกว่า (โดยไม่คิดจะถามความสมัครใจของเจ้าตัวแม้แต่น้อย!) 


และนี่คือภาพในเวลาต่อมา หน้าตาเหยเก บอกบุญไม่รับมาก

เหตุผลที่อยากให้เด็กในความดูแลมาลองทำ Treatment หน้าดู เป็นเพราะว่าเขาไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสกับอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย (น่าสงสารมั่กๆ) ในขณะที่เราที่เป็นผู้หญิง ก่อนหน้านี้ก็ผ่านอะไรทำนองนี้มาหลังครั้ง ทั้งทำ Treatment เอย นวดหน้าเอย ทำเลเซอร์เอย สารพัดจะทำ ซึ่งเราว่าช่วงเวลาแบบนี้มันผ่อนคลายมากๆ ประกอบกับช่วงนี้เขาทำงานหนัก เลยอยากให้เขารู้สึกได้รับการดูแลบ้าง :) 

รอบนี้ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีภาพประกอบ เรานี่แหละ ตากล้องส่วนตัวพร้อมถ่ายเขาทุกสีหน้าอิริยาบท 


ทีตอนนี้หลับตาพริ้ม ยิ้มเฉยเลย สงสัยจะเริ่มชอบ

เริ่มจากทำความสะอาดใบหน้า ก็จะมีการลงคลีนซื่ง ตามด้วยโฟม และใช้แปรงล้างหน้าแบบในรูปหมุนวนทำความสะอาดไปทั่วใบหน้า ซึ่งใช้หัวแปรง 3 แบบในการล้างหน้า 


นวดก่อน ต่อมาเป็นขั้นตอนการสครับหน้า เตรียมพร้อมก่อนดูดสิวเสี้ยน ซึ่งระหว่างนี้ก็จะมีการเปิดเครื่องที่มีไออุ่นๆออกมา


พี่แก้ว พนักงานที่ทำ Treatment ในครั้งนี้บอกกับเราว่า ปกติจะทำการสครับบริเวณ T-zone เท่านั้น แต่ครั้งนี้เดี้ยวสครับให้ทั่วทั้งหน้า เราเดาว่าจะคงหยาบกร้านมาก สมควรกระตุ้นการผลัดเซลล์อย่างมาก T-T

ต่อมาพี่แก้วก็เอาอุปกรณ์ลักษณะเป็นหลอดแก้ว ขึ้นมาดูสิวเสี้ยนทั่วใบหน้า ขอบอกว่าสิ้วเสี้ยนออกประมาณ 60-70% ได้ ลองเอานิ้วลูบดูที่จมูกแล้วรู้สึกเนียน ละเอียดขึ้นเยอะมาก

เมื่อดูดสิวเสี้ยนเรียบร้อยก็ยังไม่พ้นกระบวนการเรื่องสิวๆ เพราะยังมีการกดสิวต่อ เรียกว่าเป็นการเก็บรายละเอียดก็ได้ พวกสิวหัวขาว หัวดำที่เหลือจะถูกจัดการก็ในขั้นตอนนี้นี่แหละ ในขั้นตอนนี้พี่พนักงานก็ถามว่าเจ็บไหม ซึ่งเขาก็บอกว่าไม่เจ็บเลย คนที่บ้านกดให้เจ็บกว่า  > <

หลังจากนั้นก็ล้างหน้า และอบหน้าด้วยผ้าร้อน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการมาร์คหน้าค่ะ


ชอบการแสดงสีหน้าของตานี่จริงๆให้ตาย


สำหรับการมาร์คหน้า จะเป็นขั้นตอนที่ดูมีอะไรๆมากที่สุดในสายตาเรา โดยพี่แก้วเริ่มจากแกะอุปกรณ์สำหรับมาร์คหน้าออกมาจากห่อ สิ่งแรกคือบีบเจลใสๆสำหรับบำรุงลงทั่วบริเวณผิวหน้า เสร็จแล้วก็ใช้กระดาษสำหรับมาร์ค เป็นตาข่ายเล็กๆคล้ายผ้าก๊อตบางๆวางทับอีกชั้น จากนั้นก็จะผสมเนื้อมาร์คต่างหากแล้วค่อยๆตักละเลง เอ้ย มาร์คให้ทั่วใบหน้า เนื้อมาร์คดูฟุและหนานุ่มมาก


มองดูมาถึงตอนนี้อยากจะขอเปลี่ยนตัวสลับตัวกับนายแบบมาก เพราะอยากลองมาร์คหน้าแบบจัดเต็มอย่างนี้ดูบ้าง อีกอย่างระหว่างที่นอนมาร์คหน้าอยู่เฉยๆเป็นเวลาประมาณ 15 นาทีนี้ พี่แก้วก็จะบริการบีบนวดตัวไปด้วย ฟินได้อีก



จากนั้นก็ทำการแกะมาร์คหน้า ตามด้วนการลงครีม ปะแป้งฝุ่น สีหน้าเจ้าตัวดูตอนส่องกระจกแล้วดูพึงพอใจมาก สงสัยจะเข้าใจแล้วว่าทำไมสาวๆจึงชอบเข้าสถานบริการความงาม ก็นอกจากเราจะดูดีขึ้น ระหว่างรับบริการมันสบายอย่างนี้นี่เอง 

คิดว่าเสร็จสินทุกขั้นตอนแล้วใช่ไหม กับหน้าน่ะใช่ แต่กับตัวต้องบอกว่ายาง เพราะท้ายที่สุดนี้คือการใช้เครื่องนวด นวดตามบ่าและไหล่ คล้ายๆกับการปลุกให้ตื่นดีหลังจากเคลิ้มกึ่งหลับกึ่งตื่นมานานนั้นเอง ดูจากสีหน้าแล้ว ให้อารมณ์อยากบิดขึ้เกียจตาม


และนี่ก็คิอบริการทั้งหมดที่เรา 2 คนได้สัมผัสมาจากร้าน Blue Harbour ค่ะ จากที่เคยคิดว่าเป็นเพียงร้านตัดผมชายสุดหรูทั่วๆไปก็ต้องเปลี่ยนความคิด เพราะแท้จริงยังมีบริการเสริมความหล่อ และความสวยซ่อนอยู่ เหมาะสำหรับวันพักผ่อนของครอบครัวที่สามีมาตัดผม ส่วนภรรยาก็นวดหน้า หรือนวดตัวไปพร้อมๆกันได้ :)

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณพี่นิธิ และพี่ๆพนักงานที่ร้านทุกคนที่ดูแล้ให้การต้อนรับ และบริการเราเป็นอย่างดีค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review แชมพู ครีมนวด ทรีตเม้นท์ ที่ใช้มาตลอด 1 ปีในครอบครอง


Hello วันหยุด วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี ที่จะเคลียพื้นที่ชั้นวางแชมพู ครีมนวดทั้งหลายที่ใช้หมดบ้าง ยังเหลืองอยู่บ้างในห้องน้ำ เพราะมันเบียดเสียดกันจนแทบจะวางไม่ไหวแทบ (ใครเป็นอย่างเราบ้าง 55)
ไหนๆก็ได้มีโอกาสหยิบจับแล้ว เอามาจัดฉากรีวิวให้ชมกันกันเล็กๆดูดีกว่า เผื่อใครเคยเห็นตัวไหนและแอบเล็งอยู่ก็จะได้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของสาวๆ เอาล่ะไม่เกริ่นนานมาดูกันเลย


 Healthy Sexy Hair Color Safe Soy Moisturizing ขนาด 1,000 ML. 

ความเป็นมา: เราเลือกใช้แชมพูขวดนี้ในขณะที่ตอนนั้นกำลังทำเคมีอยู่ คือดัดและทำสี จุดที่ชอบคือมันเป็นแชมพูในไลน์ของ Healthy ที่เน้นปกป้อง ฟื้นฟูให้ผมแข็งแรง และยังชอบส่วนผสมในแชมพูที่มีสารสกัดจากถั่วเหลือง (เราเป็นคนบ้าบริโภคอะไรที่มาจากถั่วเหลืองมาก อะไรที่มีถั่วเหลืองผสมอยู่เลยชอบเป็นพิเศษ) โกโก้ และอาร์แกนออย (ตอนนี้อะไรๆก็อาร์แกนออยนะ แต่ช่วงที่เราใช้กระแสยังไม่ค่อยดังแบบนี้เลย 55)  

ใช้แล้วเป็นยังไง: ถามว่าสีผมหลุดช้าลงไหม เนื่องจากตอนนั้นเป็นช่วงที่สีหลุดมาได้ซักระยะก่อนจะมาใช้ตัวนี้แล้ว เลยตอบตรงนี้ไม่ได้ โดยรวมเป็นแชมพูที่ดีนะ แต่ต้องสระ 2 ครั้งจึงจะรู้สึกว่ามันสะอาด (งงไหม > <) คือมันไม่ค่อยมีฟองเท่าไหร่ เพราะว่าไม่ได้ผสมสาร Surfate ดังนั้นถ้าการสระในรอบที่ 1 ถ้าบีบแชมพูออกมาปริมาณเท่าเหรียญ 10 แล้วสระดูจะพบว่ามีฟองน้อยมากๆ เลยทำให้ต้องเพิ่มปริมาณในการใช้ต่อครั้ง แต่ตามหลักการแล้วการที่ไม่มีฟอง ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีคุณสมบัติในการทำความสะอาด แต่เราเป็นคนที่ผมหนามากๆ เลยรู้สึกว่าควรต้องสระอย่างน้อย 2 รอบน่าจะดีกว่า 

หาซื้อได้ที่ไหน: ตามร้านทำผม หรือตามเว็บไซด์ที่มีจัดจำหน่าย แต่ปกติเขาจะไม่ค่อยมีขวดใหญ่เวอร์แบบนี้วางขายกัน ถ้าอยากได้ต้องถามแต่ล่ะร้านเป็นการส่วนตัวว่ามีไหม   


เพื่อนรักธรรมชาติ แชมพูผสมสมุนไพร Herbal Shampoo 4 in 1 
มะกรูด, ว่านหางจระเข้, น้ำมันงา, มะกอก 266 ML.

ความเป็นมา: ไปที่บ้านแฟน เจอแม่เขา คุยกันเรื่องผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติกับแม่เขาซักพัก และแม่เขาก็หยิบมาให้ลอง สภาพผมตอนนั้นก็ผมยาวขึ้นจากการทำเคมีครั้งเดิม ไม่ได้ทำเคมีใหม่ 1 ส่วน 3 ของผมเป็นผมที่ขึ้นมาใหม่

ใช้แล้วเป็นยังไง: เชื่อว่าส่วนผสมมาจากธรรมชาติจริงๆ เพราะสระแล้วมันก็ไม่ค่อยมีฟองอีกแล้ว 555 กลิ่นหอมใช้ได้ เวลาล้างออกแล้วก็รู้สึกสดชื่นดี เนื้อแชมพูของตัวนี้จะเป็นเจลใสๆสีเหลือง ส่วนตัวเราว่ามันดูเข้มข้นน้อยกว่าแชมพูที่เป็นเนื้อครีม เวลาใช้ก็จะบีบเยอะอยู่เหมือนกัน

หาซื้อได้ที่ไหน: ตามร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์ออแกร์นิคน่าจะมี หรือตามเทศกาลงานแสดงสินค้าที่มาจากธรรมชาติที่เขามาออกร้านกัน ถ้าเราจำไม่ผิดขวดนี้แม่แฟนบอกว่าซื้อจากงานแสดงสินค้าที่เมืองทอง 


Clear Anti-Dandruff Nourishing Shampoo 340 ML.

ความเป็นมา: หนูเป็นรังแคค่ะ 555 เห็นว่าสนิทกัน (ติ๊ต่างเอา) จะบอกให้นะว่าเราเป็นคนที่เป็นรังแคบ่อยมาก เป็นอย่างสม่ำเสมอ สาเหตุน่าจะมาจากเป็นคนที่ชอบรอให้ผมแห้งเอง และบ่อยครั้งที่เข้านอนระหว่างที่ผมเปียกอยู่ ประกอบกับแชมพูขจัดรังแคในท้องตลาดก็ไม่ให้เลือกไม่มากนะ ก็วนๆกันใช้ อย่าง Clear นี้ก็เคยใช้สูตรอื่นๆมาแล้วก่อนที่จะมาใช้สูตรนี้เช่นกัน

ใช้แล้วเป็นยังไง: ชอบกลิ่นที่หอมแบบผู้หญิ้ง ผู้หญิง ไม่ใช่แนวแชมพูยาขจัดรังแคคร่ำครึ่ โอเคขวดนี้ฟองมี 55 ใช้ได้นานเลยแหละ แต่รู้สึกว่าเนื้อแชมพูเหลวไปนิด เวลาใช้ชอบแอบคิดว่ามีใครแอบเอาน้ำมาผสมไหม ซึ่งไม่มี้ > < อาการคันศีรษะลดน้อยลง แต่รังแค เราใช้แล้วไม่หาย ใช้อย่างต่อเนื่องเลยนะ คือทั้งเดือนใช้ขวดนี้ขวดเดียว แต่ไม่อยากโทษแชมพูเพียงอย่างเดียว มันอาจขึ้นอยู่กับพฤติกรรมเราก็ได้ไม่ชอบเป่าผม และนิยมปล่อยให้ผมแห้งเอง -_-  

หาซื้อได้ที่ไหน: Top Supermarket, 7-11, Booth, Watson น่าจะมีกันหมดเนอะ


Beaver Professional Scalp Balancing Shampoo 258 ML.

ความเป็นมา: เมื่อต้นเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา พอดีเป็นจังหวะที่ Lifestyle เราเปลี่ยน ( เขียนเองแล้วแอบดูกระแดะจัง 55) มีการต้องออกไปคุยงานนอกมากขึ้น ช่วงนั้นก็จะมีการใช้ผลิตภัณฑ์เช่นสเปรย์ในการเซ็ทผมเพิ่มมาด้วย อยากจะบอกว่าบางทีแค่เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าก็เหงื่อท่วมตัวล่ะ สภาพตอนกลับมาเหรอนี่หวังว่าหนังศีรษะจะไม่ซกมก และช่วงนั้นค่อนข้างกัลวลเรื่องผมร่วง อาจจะเพราะหนังศีรษะอุดตันด้วยสภาพอากาศและสิ่งที่ประโคมเข้าไป เวลาเอามือเสยผมทีไร ก็จะมีผลหลุดติดมาทุกที เลย Request กับพี่ชายคนสนิทอยู่ในแวดวงเส้นผมว่าอยากได้แชมพูแนว Deep Clean ปรับสภาพหนังศีรษะอะไรอย่างนี้มีพอมีแนะนำไหม จึงเป็นที่มาของขวดนี้ ซึ่งจริงๆมันมีหลายสูตร แต่เราชอบสีเขียวเลยบอก เอาขวดที่ตัวหนังเขียวๆมาลองก่อน ติทส์ไหม 55

ใช้แล้วเป็นยังไง: กลิ่นแชมพูเป็นอะไรที่ไม่เหม็นแต่ค่อนไปทางยามากถึงมากที่สุด คือมันหอมนะ แต่ไม่ใช่หอบแบบสดชื่นหยดน้ำเกาะอะไรอย่างนั้น พอเข้าใจเนอะ กลิ่นมันค่อนข้างจะ Represent ว่าเป็นนี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่จริงจังกับการทำความสะอาดและดูแลหนังศีรษะของคุณ อารมณ์แบบผลิตภัณฑ์ที่ขายตามรพ. ชั้นนำ > < ซึ่งเมื่อลองใช้ดูแล้ว โอเคเนื้อแชมพูกำลังดี มีฟองปานกลาง สามารถใช้สระครั้งเดียวได้หากวันนั้นไม่ได้ฉีดสเปรย์ สระแล้วให้ความรู้สึกสะอาด ถึงกลิ่นจะไม่โดนใจ แต่ใช้แล้วยอมรับว่าน้ำมันบนหนังศีษระลดลง ผมมันช้าขึ้น เรื่องผมร่วงใช้เวลาซักพักใหญ่ๆจึงจะดีขึ้น สรุปคือมันดี แต่กลิ่นไม่ควรเป็นแบบนี้!

หาซื้อได้ที่ไหน:  ตัวนี้เหมือน Sexy Hair คือตามร้านทำผม หรือเว็บไซด์ที่มีจัดจำหน่าย


TRESemme Keratin Smooth Shampoo & Conditioner 170 ML.

ความเป็นมา: คู่นี้เราของเรียกว่าคู่รักคู่เลิฟ ได้มีโอกาสใช้เพราะเป็นทาสการตลาดล้วนๆ คือที่ Top Supermarket แถวบ้านเราจัดโปรโมชั่นขายขวดล่ะ 35.- และเวลาไปที่ท๊อปก็จะเห็นมันหมดเอาๆ เลยทนไม่ได้ ขอหยิบมาลองด้วยซัก 2 ขวด

ใช้แล้วเป็นยังไง: จากชื่อที่บอกว่าคู่รักคู่เลิฟ คือเป็นแชมพูและครีมนวดที่ใช้แล้วเราประทับใจในทุกอย่างมาก ทั้งกลิ่น เนื้อแชมพู และสภาพผมหลังการใช้ เราคิดว่ามันตอบโจทย์สภาพเส้นผมเราตอนนี้คือผมธรรมชาติ ไม่ได้ทำเคมีใดใด มีแห้งตรงปลายนิดหน่อยเป็นร่องรอยการทำเคมีเดิม หรือจากการใช้ที่ม้วนผมเป็นบางครั้ง สำหรับขวดสีแดงที่เป็นแชมพู เขียนไว้ว่า Lower-Surfate แต่ใช้แล้วเราว่าฟองก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดี ตรงนี้ถ้าใครไม่ซีเรียสคงปล่อยผ่าน ส่วนขวดสีขาวที่เป็นครีมนวดก็ล้างออกง่ายดี ใช้คู่กันแล้วหวีผมง่ายขึ้น ผมไม่พันกัน 

หาซื้อได้ที่ไหน: ราคาโปรโมชั่นขวดล่ะ 35.- เราเห็นแค่จากที่ Top Supermarket แถวบ้านอย่างเดียว แต่ถ้าราคาปกติ Booth, Watson ก็น่าจะมีขาย


LOREAL Paris Keratin Smooth 72h Perfecting Conditioner 330 ML.

ความเป็นมา: เห็นลดราคาใน Top Supermarket สำหรับผู้ใช้ The One Card ลองดมกลิ่น กลิ่นก็หอมใช้ได้เลยลองสอยแบบไม่ต้องคิด และบอกตามตรงว่าตอนแรกไม่ได้คาดหวังอะไรมาก

ใช้แล้วเป็นยังไง: คือดี 555 อันดับแรกคือกลิ่นหอมตรงจริต และที่ข้างขวดเขียนว่าสำหรับผมชี้ฟู จัดทรงยาก ผมไม่ชี้ฟูยาวนานถึง 3 วัน สำหรับผมธรรมชาติที่หยักโศกและแห้งเล็กน้อยอย่างเรา เราว่าครีมนวดขวดนี้ทำได้อย่างที่เคลม ใช้แล้วรู้สึกเลยว่าผมมีน้ำหนักขึ้น นิ่มขึ้นระดับหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าสำหรับคนที่ผมทำเคมีและแห้งเสียอย่างหนักจะเอาอยู่ไหม เทียบกับ TRESemme คูรักคู่เลิฟแล้ว ตัดเรื่องราคาออกไปเราว่าสูสี ดูท่าผมเราน่าจะถูกกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเคราติน

หาซื้อได้ที่ไหน:  Top Supermarket, Booth, Watson


Beauty's Secret Hair Silk Moistpack Natural Extract 400 G. 

ความเป็นมา: วันหนึ่งมีโอกาสได้เจอกับผู้หญิงที่สวยและน่ารักมากๆคนหนึ่งในงานสัมมนา พอพูดคุยกันเลยรู้ว่าเธอจะเป็นนักร้องแล้ว และมีอีกธุรกิจหนึ่งที่ทำอยู่ก็การเป็นคือเจ้าของทรีตเม้นต์ตัวนี้ เธอเล่าให้ฟังว่างานในวงการทำให้เธอต้องทำผมตลอดเวลา ผมเลยเสียเป็นประจำ อะไรก็เอาไม่อยู่ จึงผลิตทรีตเม้นท์ที่แก้ไขปัญหาผมเสียของตัวเองขึ้นมาซะเลย ซึ่งมีความพิเศษอยู่ตรงที่เป็นทรีตเม้นท์ใช้ใช้หมักระหว่างผมแห้ง เราจึงได้โอกาสลองอุดหนุนดู ^^  

ใช้แล้วเป็นยังไง: เราไม่มีโอกาสเปิดดมทรีตเม้นต์ตัวนี้มาก่อนได้ลองตัดสินใจซื้อเพราะตอนนี้เห็นว่าเขายังขายเฉพาะช่องทางออนไลน์ แต่เจ้าของแบรนด์เขาบอกว่ามันหอมมาก พอของมาถึงปุ๊บก็ลุ้นระหว่างแกะซีลว่ากลินจะถูกใจไหม แกะได้ปุ๊ปก็ลองเปิดฝาดมดู โอเคกลิ่นหอมจริง อะไรจริง พอลองใช้ดูเราคิดว่าทรีตเม่นท์ตัวนี้จะบำรุงได้ประสิทธิภาพดีที่สุดคือระหว่างที่ผมแห้ง (หมักทิ้งไว้ติดต่อกัน 30  นาทีขึ้นไปตอนผมแห้งแล้วล้างออก) เมื่อเทียบกับการที่เราลองหมักแบบเปียกดูแล้ว (ในใบปลิวที่เขาแนบมากับสินค้าบอกว่าหมักได้ทั้ง 2 แบบ) จับผมก็พบว่าผมลื่นและนิ่มดี กลิ่นก็ติดนานมากก และน่าจะใช้ได้ดีหากมีการอบไอน้ำระหว่างหมักด้วย (แต่เรายังไม่ได้ลอง > <)

หาซื้อได้ที่: ตามร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์ และร้านค้าที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย 


LOREAL Paris Fibercerutic Intra-CylaneTM 500 ML.

ความเป็นมา: ช่างทำผมร้านประจำให้มาค่ะ ใจดีมาก เนื่องจากเรามักจะไปตัด เซ็ท ดัด ทำสี และทำทรีตเม้นต์ผมกับเขาติดต่อกันมา 4 ปี ล้าววว 

ใช้แล้วเป็นยังไง: สำหรับตัวนี้เมื่อทำที่ร้าน ทางร้านเขาจะแบ่งเส้นผมออกเป็นช่อเล็กๆ และทาทรีตเม้นต์ได้อย่างทั่วถึง ทิ้งไว้แค่ 15 นาทีโดยไม่จำเป็นต้องเข้าเครื่อง ถ้าหากเข้าเครื่องก็จะใช้เวลาน้อยลงประมาณ 5 นาที เมื่อล้างออกผมก็จะนุ่นลื่นติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ได้ (ต้องอย่าสระผมบ่อย 55) ซึ่งให้ผลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเวลานำกลับมาทำเองที่บ้าน เพราะเราไม่ถนัดแบ่งเส้นผมเป็นช่อๆด้วยตัวเองได้เท่าที่ร้าน และที่ร้านเขาก็จะมีขั้นตอนการนวดเส้นผมด้วย เลยคิดว่าหมักเองไปก็เสียดายของ เก็บเอาไว้ไปทำที่ร้านน่าจะคุ้มกว่า

หาซื้อได้ที่: ตามร้านทำผมทั่วไป 


สภาพผม 1 ปีพอดี เริ่มจากดัด ทำสี จนมาถึงปล่อยให้ยาวตามธรรมชาติ 
และคอยตัดปลายออก ในระหว่างที่ใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้

ท้ายที่สุดนี้ เราคิดว่าการเห็นผลของผลิตภัณฑ์ต่างๆขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผม ความถี่ในการทำเคมี และการใช้ผลิตภัณฑ์ในการจัดแต่งทรงผม การทำความสะอาด การบำรุง ของแต่ล่ะคน เราเองก็ต้องพิถีพิถันในการเลือกให้เหมาะกับสภาพเส้นผมตามช่วงเวลานั้นๆ ไม่ต่างจากการเลือกใช้ Skincare  

ขอจบการรีวิวในวันหยุดแต่เพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่เมื่อความขี้เกียจจางหายค่ะ :)  






วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

Nail Lovers ห้ามพลาด พาชมบรรยากาศงาน Work Shop ของสีทาเล็บ China Glaze จาก USA

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ เมื่อไม่นานมานี้ เมย์ได้ไปร่วมงาน Work shop สอนเทรนด์การแต่งเล็บจากแบรนด์ China Glaze โดยทีมงานของของ China Glaze จากอเมริกา ซึ่งอันที่จริงเป็นการเชิญส่วนตัวจากน้องสาวที่น่ารัก น้องแฟมและน้องเจน 2 สาว เจ้าของแบรนด์ China Glaze เมืองไทย ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง ได้ความรู้เต็มๆ เลยนำภาพบรรยากาศมาฝากค่ะ
สำหรับผู้เข้าร่วมอบรมจะเป็นร้านทำเล็บที่เป็นลูกค้าของทางแบรนด์ มีทั้งเปิดร้านอยู่ในกรุงเทพ และเดินทางมาร่วมจากต่างจังหวัด โดยงานแบ่งเป็น 2 รอบ รอบเช้าและบ่าย ด้วยความที่ตื่นเช้าไม่ค่อยไหว เมย์เลยเลือกมาร่วมงานในรอบบ่ายแทน > <

สถานที่จัดก็คือโรงแรม The Davis สุขุมวิท 24 ค่ะ มาถึงก็ได้ทานอาหารเที่ยงพร้อมน้องแฟมเลย ส่วนน้องเจนเตรียมงานอยู่ด้านบนเนรมิตรเพื่องานรอบบ่ายที่ Perfect เรียกได้ว่ามีความเป็น Team work มาก

น้องแฟม
หลังจากอิ่มท้องแล้วก็เข้าสู่ช่วงการเรียนรู้ แบรนด้า คือวิทยากรของงานในครั้งนี้ ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของแบรนด์แบบคร่าวๆ ถึงที่มาที่ไปของชื่อแบรนด์ว่า China Glaze แม้จะเป็นแบรนด์จากอเมริกา แต่เหตุผลที่นำคำว่า China ขึ้นต้นเป็นเพราะทุกขวดของสีทาเล็บ China Glaze จะส่วนประกอบของ China Clay หรือผงมีคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเล็บเสมือนกับวัตถุดิบชนิดหนึ่ง เป็นผงตัวเดียวกันที่ใช้เคลือบเครื่องชามของชาวจีนเพื่อให้มีสีสันและลวดลายสวยสดงดงามอย่างยาวนานค่ะ
ตอนนี้แบรนด์ China Glaze มีสีทั้งหมด 3 ประเภทเรียงลำดับดังรูปคือ

รูปจากทางแบรนด์ 
1. สีทาเล็บ China Glaze 
2. สีทาเล็บกึ่งเจล Ever Glaze (แห้งเร็วใน 5 นาที ไม่ต้องใช้เครื่องอบ สีติดทนนาน 2 สัปดาห์)
3. สีเจล Gelaze

แบรนดด้า & น้องแฟม
เริ่มทำการสอนเทคนิคการทำเล็บแบบง่ายๆ แต่เป็นที่นิยม ให้ผู้ร่วมงานได้สังเกตการอย่างใกล้ชิดและลองทำกันค่ะ ระหว่างที่แบรนด้าพูด น้องแฟมก็จะรับหน้าที่คอยแปลเป็นภาษาไทยให้ตลอด



เทคนิคที่แบรนด้าสอนนี้มีจุดเด่นตรงที่ทำออกมาแต่ล่ะครั้ง ลวดลายบนเล็บนั้น ก็จะออกมาไม่เหมือนกันเลยซักครั้ง เก๋ไหมล่ะ




มันสนุกก็ตรงที่ทุกคนได้ลองทำเองหลังจากเห็นแบรนด้าได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ระหว่างนี้ แบรนด้าก็จะเดินไปรอบๆห้อง คอยให้คำแนะนำ และดูผลงานค่ะ แม้คนที่ไม่เคยทำมาก่อนก็สามารถทำออกมาได้อย่างสวยงาม 




จากที่สังเกตการณ์ Workshop ในครั้งนี้ มีข้อดีตรงลูกค้าที่มาเป็นนักเรียนในห้องได้มีโอกาสทดลองสีทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสีทาเล็บ สีทาเล็บกึ่งเจล และสีเจล มีโอกาสได้ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของตัวผลิตภัณฑ์มากกว่าเดิม แต่อาจจะด้วยเวลาที่ไม่มาก ทำให้ทุกคนไม่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกันเท่าไหร่(แอบเสียดายเพราะเมย์อยากรู้จักทุกๆคนเลย ^ ^)


สิ่งสำคัญก็คือการปลูกฝังให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด้าให้เราไม่มองเพียงว่าสีทาเล็บเป็นแค่สีทาเล็บ ระหว่างที่สอน แบรนด้าพูดเสมอว่าเราต้องกล้าสร้างลวดลายใหม่ๆ เทคนิคใหม่ๆ แล้วเราจะไปได้ไกลในวงการนี้(รู้สีกได้ถึงความหวังดีมาก) ซึ่งเมย์คิดว่ามันเป็นความจริงสำหรับวงการธุรกิจอื่นๆด้วยเช่นกันค่ะ




น้องแฟม & เมย์
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันจนมาถึงตรงนี้นะคะ ถ้าสาวๆท่านไหนอยากลองสีทาเล็บของ China Glaze เมย์ขออนุญาติชี้เป้าเบาๆแบบพองามที่นี่ค่ะ SUAY360